Freshmen Activities 2559 : Freshman Night Party

 


มีกิจกรรมในช่วงเดือนแรก
ของการใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย
ได้สอบถามนักศึกษาว่ารู้สึกอย่างไร .. เค้าก็บอกว่าประทับใจ
เพื่อเก็บความประทับใจ ให้กลับไปประทับใจซ้ำได้อีก
ก็แนะนำว่า น่าจะเขียน blog นะ  เพราะความประทับใจ
ที่ปรากฎเป็นตัวหนังสือ หรือรูปภาพมีรายละเอียดครบถ้วน
นั้นสามารถกลับไปทบทวนความประทับใจเหล่านั้นได้เรื่อย ๆ
โชคดีว่าปัจจุบันมี social media และมี blog
ทำให้การเก็บความประทับใจนั้นทำได้ง่าย
https://www.l3nr.org/posts/572714

 

ทุก ๆ ต้นปีการศึกษา ก็จะมีนักศึกษาใหม่เข้ามา มหาวิทยาลัยก็ต้องจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อม ให้นักศึกษาเข้าใจการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ทีมอาจารย์ก็จะจัดกิจกรรทางวิชาการ อบรม บรรยายให้ความรู้ รุ่นพี่ก็จะเน้นกิจกรรมปรับตัว และการเรียนรู้การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยให้กับน้อง ๆ

คลิ๊ปแนะนำผู้เข้าประกวดดาวเดือน
https://www.youtube.com/watch?v=_YR09i6tWcg

คลิ๊กการแสดงของคณะนิเทศศาสตร์ ร่วมกับคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ
เรื่อง รามเกียรติ์
https://www.youtube.com/watch?v=qddtN0N7YjE

มีอัลบั้มภาพสวย ๆ มากมาย
ช่างภาพโดย ศราวุธ เบี้ยจรัส

ESP.1  https://www.facebook.com/media/set/?set=oa.1228222067243661&type=1
ESP.2  https://www.facebook.com/media/set/?set=oa.1228360277229840&type=1

ช่างภาพโดย Thisisa Book ประมาณ ชุดละ 30 ภาพ
Freshy Night
ชุดสุดท้าย http://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1226628464069688/
#13 https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1226625260736675/

#12 https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1226615940737607/

#11 https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1226603240738877/

#10 https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1226583317407536/

#9 https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1226431537422714/

#8 https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1226426194089915/

#7 https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1226422070756994/

#6 https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1226407947425073/

#5 https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1226404184092116/

#4 https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1226398744092660/

#3 https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1226382797427588/

#2 https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1226375534094981/

#1 https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1226371227428745/

คลิ๊ปของนักศึกษาบางนา – EP.3 เนชั่นป๋ะกันละเจ้า

 

 

ความหมายของ Body Scan

body scan

body scan – ภาพโดย อ.วิเชพ ใจบุญ

ตรวจเช็คร่างกาย (Body Scan)
คือ เครื่องมือวิเคราะห์ที่สามารถประยุกต์ใช้กับประเด็นต่าง ๆ
โดยเปรียบเทียบประเด็นที่สนใจก็เหมือนกับร่างกายมนุษย์
สามารถแบ่งหมวดหมู่ให้สอดคล้องกับร่ายกาย
อาจแบ่งเป็น 2 ซีกให้ซีกซ้ายเป็นปัญหา และซีกขวาเป็นแนวทางแก้ไข
หรือแบ่งเป็นหัว มือ หัวใจ ร่างกาย และเท้า
ว่าแต่ละส่วนเชื่อมโยงกับประเด็นที่สนใจอย่างไร
อาทิ ให้น.ศ.มองสถานศึกษาเป็นร่างกาย แล้วฝึกวิเคราะห์

http://blog.nation.ac.th/?p=3495

 

นรภัทร นรศักดิ์

นรภัทร นรศักดิ์

นรภัทร นรศักดิ์ แบ่งปันประสบการณ์เรื่อง Body Scan ว่า
Body Scan หรือเราเรียกว่า ตุ๊กตาชุมชน คือ เครื่องมือวิเคราะห์ปัญหาของคนกลุ่มหนึ่ง
ซึ่งเราใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มคน
ได้จากการวาดรูปตุ๊กตาขึ้นมาและนำส่วนบางส่วนในร่างกายมาเปรียบเทียบ
เช่น
1. หัว คือ สมองคน ความคิดของคน หรือ ความเชื่อ
2. มือ คือ การบริโภค ความสะอาด
3. ร่างกาย คือ ด้านสุขภาพของร่างกาย เช่น โรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น
4. หัวใจ คือ ด้านจิตใจอารมณ์ ความอ่อนไหว เป็นต้น
5. เท้า คือ เหมือนการเดิน เราก็ต้องเดินต่อไปข้างหน้า การมีเป้าหมายเป็นของตัวเอง
ทั้งหมดนี้คือ ส่วนในร่างกายของตุ๊กตาชุมชน
เราจะแบ่งครึ่งคือจะมีเส้นแบ่งตรงกลางผ่าตัวของตุ๊กตาชุมชนตั้งแต่หัวจนถึงเท้า
ฝั่งซ้าย เราจะวิเคราะห์เชิง ปัญหาคนในกลุ่ม ในแต่ละส่วนของร่างกายตุ๊กตาชุมชน
ฝั่งขวา เราจะวิเคราะห์เชิง วิธีแก้ไข้ปัญหาในแต่ละส่วนของร่างกายตุ๊กตาชุมชน
เราสามารถนำตุ๊กตาชุมชน ไปปรับใช้ได้หลายระดับ
เช่น คนในครอบครัว กลุ่มเด็กนักเรียน กลุ่มนักศึกษาในมหาลัย
กลุ่มเพื่อนในที่ทำงาน เราสามารถประยุกต์ใช้ได้หลายกลุ่มชน

วสันต์ ศรีโชติ

วสันต์ ศรีโชติ

วสันต์ ศรีโชติ แบ่งปันประสบการณ์เรื่อง Body Scan ว่า
Body Scan เป็นเครื่องมือทางการคิดวิเคราะห์รูปแบบหนึ่ง
โดย เชื่อมโยง ลักษณะ สรีระร่างกาย
แบ่ง หมวดหมู่ตามการใช้งานให้สอดคล้อง กับ พฤติกรรม
ซึ่งแบ่ง กระบวนการ วิเคราะห์ เป็น 2 แบบ คือ สภาพปัญหา และ การแก้ไข
สรีระที่แบ่งนั้น ประกอบไปด้วย 5 ปัจจัย คือ หัว มือ หัวใจ ร่างกาย เท้า เป็นต้น
องค์ประกอบ ของปัญหาที่กล่าวมานั้น ยกตัวอย่างได้ คือ ตุ๊กตา มหาวิทยาลัยเนชั่น
ซึ่งจะทำการยก ปมปัญหา ที่เกี่ยวกับ นักศึกษา ในมหาวิทยาลัยเนชั่น มีแบบแผนดังนี้
1.ส่วนหัว (Head) สภาพปัญหา ความเชื่อ ทัศนคติ
ผมยกหัวข้อการช่วยเหลือและพึ่งพาตัวเอง เพราะการมาเรียนหนังสือ
มักจะมาเรียนตามเพื่อน หากเพื่อนไม่เรียนเราก้อไม่ไป อย่างนี้เป็นต้น
การแก้ไข ผมใช้หัวข้อ ธรรมะ เข้ามามีบทบาทกับ วิถีชีวิตของตน
หัวข้อคือ อฺตตาหิ อฺตตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
ควรช่วยเหลือตนเอง ก่อน จะขอความช่วยเหลือกับผู้อื่น
2. ส่วนมือ (Hand) การบริโภค นักศึกษาจะใช้ภาชนะที่ไม่สะอาดเป็นส่วนใหญ่
สังเกตจากสภาพแวดล้อม ที่ไม่เอื้อต่อการบริโภค และไม่รอบคอบในการทำความสะอาด
ภาชนะก่อนรับประทานอาหาร นำมาซึ่งพาหะ และโรคภัยไข้เจ็บ
การแก้ไขปัญหา ทำความสะอาดด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม
เช่น สก๊อตไบท์ ที่บีบจนแห้งหลังการใช้งาน น้ำยาล้างจาน และเมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้ว
ควรเช็ด กับผ้าสะอาดให้แห้ง และเก็บไว้ในสถานที่ ที่ถ่ายเท
การใช้ช้อนส้อมของร้านอาหาร จะมีน้ำร้อน ให้เรานำช้อนส้อมไปลวกก่อนใช้งาน เป็นต้น
3.ส่วนหัวใจ (Heart) อารมณ์ สุขภาพจิต จิตใจ อ่อนไหว รู้สึกท้อ
ต่อการเรียน กดดัน ขาดกำลังใจ อยากมีคนรัก
การแก้ไขปัญหา สร้างกำลังใจจากคนรอบข้าง จากครอบ ครัว จากพ่อแม่
นอกเหนือ จากเวลาเรียน ทำกิจกรรมผ่อนคลาย ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง
คนรัก ควรมีในแบบที่วางตัวเหมาะสม เป็นเพื่อนใจที่ดีต่อกัน
ผลักดัน ให้สำเร็จ ต่อความมุ่งหมาย เป็นต้น
4. ส่วนร่างกาย (Body) สุขภาพ ด้านร่างกาย และ ด้านต่าง ๆ
การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ความอ่อนแอของร่างกาย ความเกียจคร้านต่อการออกกำลังกาย
สภาพอากาศ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว การปรับสภาพร่างกาย
การแก้ไขปัญหา รับประทานหาร ที่เป็นประโยชน์ ต่อร่างกาย
เช่น ผัก นม ผลไม้ เป็นต้น การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ การเตรียมพร้อมต่อโรคภัยไข้เจ็บ
ควรซื้อยา มาเผื่อไว้ที่ห้อง เช่น พารา ลดไข้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้ปวดท้อง
หากไม่สบาย กินดัก ก่อนจะ ไม่ทันการ เพราะ ผลเสียที่ตามมา มีหลายอย่างนัก
5. ส่วนเท้า (Foot) จุดมุ่งหมาย การเดินไปข้างหน้า
จุดหมายที่ไม่แน่นอน อนาคตที่ไม่ชัดเจน สิ่งที่เรียนไม่สอดคล้องกับ อาชีพที่เลือกในอนาคต สับสนตนเอง
การแก้ไข กำหนดชีวิต และเป้าหมายของตนให้ชัดเจน
โดยเลือก จากสิ่งที่ชอบ เลือกและรักที่จะเรียน อย่างมีความสุข
เมื่อเป้าหมายมีแนวโน้มไปทางที่เรามุ่งหวังตั้งใจ
อะไรหลาย ๆ อย่างจะยิ่งชัดเจนและเด่นชัดขึ้น
บันทึกไว้ หลังจากได้รับการอบรมจาก คุณภัทรา มาน้อย เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559

https://www.facebook.com/thaiall/photos/a.423083752271.195205.350024507271/10154169895332272/

ความหมายของต้นไม้ชุมชน

community tree

community tree – ภาพโดย อ.วิเชพ ใจบุญ

ต้นไม้ชุมชน คือ เครื่องมือวิเคราะห์ชุมชน
โดยแบ่งต้นไม้ออกเป็นส่วน ๆ ที่มีหน้าที่สัมพันธ์กัน
แล้วเปรียบเทียบว่าแต่ละส่วนของต้นไม้ก็เหมือนแต่ละส่วนของชุมชน
และให้คนในชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ว่าแต่ละส่วนที่ชุมชนมีนั้นมีอะไรบ้าง
ประกอบด้วย
1. ราก – ประวัติ วัฒนธรรม รากเหง้า
2. ลำต้น – ทรัพยากร
3. กิ่ง – เครือข่ายในชุมชน
4. ใบ – ผู้นำหาอาหารมาหล่อเลี้ยงทั้งต้น
5. ผล – สิ่งที่เจริญงอกงาม โดดเด่นได้จากองค์ประกอบข้างต้น

บางครั้งอาจพบการเปลี่ยนจากต้นไม้ชุมชนเป็นต้นไม้ปัญหา
เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ปัญหา โดยแบ่งรากเป็นสาเหตุ ลำต้นเป็นปัญหา และผลเป็นผลกระทบ

ความรู้เรื่องต้นไม้ชุมชน และความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมาย

วรวัช ไชยธิ

วรวัช ไชยธิ

วรวัช ไชยธิ แบ่งปันประสบการณ์เรื่อง ต้นไม้ชุมชน ว่า
เรื่อง ต้นไม้ชุมชน เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้การคิดวิเคราะห์
ในเรื่องของรายละเอียด ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา การเปลี่ยนแปลง หรือ สิ่งใหม่ที่เกิดกับชุมชน
แบ่งความสัมพันธ์ได้ 5 ส่วน คือ ราก ลำต้น กิ่ง ใบ ผล
1.ราก คือ ประวัติศาสตร์ รากเหง้า ของชุมชน
2.ลำต้น คือ ทรัพยาการที่ล่อเลี่ยงชุมชน
3.กิ่ง คือ ระบบความมสัมพันธ์ในชุมชน
4.ใบ คือ ผู้นำของชุมชน
5.ผล คือ ผลกำไรจากการประกอบอาชีพในชุมชน
5 ส่วนนี้มีความสัมพันธ์กันจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
และสามารถบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของแต่ละส่วนในชุมชนนั้น ๆ ได้

ณัฐชนน แก้วตัน

ณัฐชนน แก้วตัน

ณัฐชนน แก้วตัน แบ่งปันประสบการณ์เรื่อง ต้นไม้ชุมชน ว่า
ต้นไม้ชุมชน เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้การคิดวิเคราะห์
ในเรื่องของวัฒนธรรมประเพณีหรือวิถีชีวิตของคนในชุมชน
ซึ่งจะแบ่งความสัมพันธ์ออกเป็น 5 ส่วน
คือ ส่วนของราก ลำต้น กิ่ง ใบ และผล ซึ่ง ส่วนต่างๆ มีความหมายดังนี้
1. ราก เปรียบเสมือนประวัติศาสตร์
2. ลำต้น เปรียบเสมือนวัฒนธรรมประเพณี
3. กิ่ง เปรียบเสมือนวิถีชีวิต
4. ใบ เปรียบเสมือนผู้นำชุมชน
5. ผล เปรียบเสมือนความเปลี่ยนแปลงในชุมชน
ซึ่ง 5 ส่วนนี้ หมายถึง การสืบทอดจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
หรือการเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบันนั่นเอง
บันทึกไว้ หลังจากได้รับการอบรมจาก คุณภัทรา มาน้อย เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559

https://www.facebook.com/thaiall/photos/a.423083752271.195205.350024507271/10154169876412272/

ความรู้เรื่องแผนที่ความคิด

mind map

mind map – ภาพโดย อ.วิเชพ ใจบุญ

แผนที่ความคิด (Mind Map)
คือ แผนผัง (Diagram) ที่ใช้แสดงแนวความคิดของมนุษย์ที่เชื่อมโยงความคิดต่าง ๆ จากจุดศูนย์กลาง
แล้วแตกแขนงออกไปเหมือนเส้นประสาทในสมองของมนุษย์ที่เชื่อมโยงกัน
โดยที่แผนที่ความคิดถูกสร้างขึ้นมา เพื่อใช้เป็นจุดกำเนิด หรือการเริ่มต้นในการทำงานต่าง ๆ
การเขียนแผนที่ความคิดจะมีโครงสร้างและแนวความคิดแตกต่างกันออกไป
ขึ้นอยู่ว่าจะนำมาเขียนในประเด็นอะไร
อาทิ นักศึกษาใช้เล่าเรื่อง programmer

http://blog.nation.ac.th/?p=3502

อ้างอิงจาก บทความแผนที่ความคิดของ ดร.อาณัติ รัตนถิรกุล
ที่ http://www.arnut.com/b/node/286
ซึ่ง อ.วิเชพ ใจบุญ ได้แบ่งปันมาในกลุ่มเฟสบุ๊ค

พิทยา กานต์อาสิญจ์

พิทยา กานต์อาสิญจ์

พิทยา กานต์อาสิญจ์ แบ่งปันประสบการณ์เรื่อง Mind Mapping ว่า
Mind Mapping เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ดี และกว้างมากในการเขียนแผนผังความคิดที่ไม่มีขอบเขต
สามารถที่จะเขียนเรื่องราวได้จากหัวข้อเดียว
แล้วขยายเป็นรากแยกออกไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดที่จะจำกัดความคิดของเราได้
แต่ต้องมีความรู้ด้านนั้น ๆ เพื่อเขียนออกมาเป็นเรื่องราว
ถ้าหากไม่มีความรู้เกี่ยวกับด้านนั้นจริง ๆ ควรไปศึกษาสิ่งที่ต้องการเขียนออกมาก่อน
ไม่งั้นจะไม่สามารถเขียนอะไรออกมาได้เลย ถึงจะชอบเรื่องนั้น ๆ มากก็ตามครับ
บันทึกไว้ หลังจากได้รับการอบรมจาก คุณภัทรา มาน้อย เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559

https://www.facebook.com/thaiall/photos/a.423083752271.195205.350024507271/10154169848602272/

ความหมายของโอ่งชีวิต

โอ่งชีวิต

โอ่งชีวิต – ภาพโดย อ.วิเชพ ใจบุญ

โอ่งชีวิต หรือโอ่งเศรษฐกิจ
คือ เครื่องมือช่วยวิเคราะห์เศรษฐกิจของชุมชน หรือบุคคล
ว่ามีสิ่งใดเป็นรายรับ สิ่งใดเข้ามาเป็นประโยชน์ หรือเข้ามาสนับสนุนชุมชน
และมีสิ่งใดเป็นรายจ่าย สิ่งใดรั่วไหลออกไป หรือเป็นต้นทุนที่ต้องจ่าย
หากรู้ที่มาของรายรับ และที่ไปของรายจ่าย ก็จะเป็นข้อมูลในการจัดการ
ด้วยการเพิ่มรายรับ และลดรายจ่ายต่อไป
อาทิ นักศึกษาใช้โอ่งชีวิตช่วยวิเคราะห์รายรับ รายจ่าย ด้านการศึกษาของตนเอง

http://blog.nation.ac.th/?p=3505

จิรายุ คำแปงเชื้อ

จิรายุ คำแปงเชื้อ

จิรายุ คำแปงเชื้อ แบ่งปันประสบการณ์เรื่อง โอ่งชีวิต ว่า
โอ่งชีวิต เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้การคิดวิเคราะห์
สำหรับโอ่งชีวิตเป็นเครื่องมีที่มีประโยชน์สามารถนำไปใช้กับชุมชนก็ได้ ใช้กับตนเองก็ได้
เพื่อที่เราจะได้รู้รายรับที่เข้ามาและรายจ่ายที่ออกไปและเงินออมของเรา
ในภาพประกอบไปด้วย ก็อกน้ำเปรียบเหมือนรายรับที่เข้ามาของเดือนนั้น
โอ่งเปรียบเหมือนเงินเก็บของเราในเดือนนั้น
และรอยรั่วเปรียบเหมือนรายจ่ายที่ออกไปในเดือนนั้น
สำหรับผมก็อยากจะรู้ว่ารายรับที่ผมได้มาทำไมมันไม่พอใช้ ผมก็ได้มาเยอะนะ(ต่อเดือน)
ผมก็เลยเขียนรายจ่าย ตรงรอยรั่วนั้นลงไป ทำให้ผมได้รู้เลย
ทำไมรายจ่ายของผมถึงไม่พอ เพราะผมไปใช้ในเรื่องไร้สาระนั้นเอง แถมใช้ไปเยอะด้วย
อาทิเช่น แทงบอล เที่ยว กินเหล้า ซื้อรองเท้า ซื้อเสื้อผ้า ฯลฯ
ผมก็เลยตัดการใช้จ่ายบางรายการออกไปและลดการใช้จ่ายบางรายการดู
ผมนี้ตกใจเลย เงินที่ได้มาเหลือเยอะขนาดนี้เลยหรือนี้
ถ้าผมทำอย่างนี้บ่อย ๆ ผมอาจจะมีโอ่งใบเล็ก ๆ ที่รองรอยรั่ว เปรียบเหมือนเงินออมนั้นเอง
บันทึกไว้ หลังจากได้รับการอบรมจาก คุณภัทรา มาน้อย เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559

https://www.facebook.com/thaiall/photos/a.423083752271.195205.350024507271/10154169831892272/

ข่าวปรับรูปแบบการประเมินให้ดีขึ้น เด็กจะมีความสุขกับการเรียนมากขึ้น

ความสุข ในมุมมองของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
– นักพัฒนาการศึกษา ก็คิดอย่าง
– ครู ก็คิดอย่าง
– เด็ก ก็คิดอย่าง
– ผู้ปกครอง ก็คิดอย่าง
– ชาวบ้านชาวช่อง ก็คิดไปอีกอย่าง

ข่าวในเดลินิวส์เมื่อ 15 เมษายน 2559 ว่า
กระทรวงศึกษาธิการ โดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า
การกำหนด หรือสร้างตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ที่กำลังพัฒนาใหม่ให้ดีกว่าเดิม และสมบูรณ์
และจะส่งต่อให้ สมศ. พัฒนาให้สอดคล้องกัน
และจะปรับปรุงการเรียนการสอนเริ่มภาคที่ 2 ปีการศึกษา 2559
เน้นวิชาหลัก เช่น คณิต วิทย์ ไทย อังกฤษ เรียนอย่างน้อยวิชาละ 1 ชั่วโมงต่อวัน
เพื่อให้เข้มแข็งทางวิชาการ และเพื่อให้เด็ก ๆ มีความสุขกับการเรียนมากขึ้น

[ความสุข]
ผมว่าใคร ๆ ก็ตั้งใจพัฒนาการศึกษาให้เด็กมีความสุขกับการเรียนมากขึ้น
ต่อไปวิชาหลักก็จะเรียนกันทุกวันตั้งแต่เด็ก เป็นประเด็นที่น่าสนใจ
เพราะโตขึ้นพอเข้ามหาวิทยาลัย อาจไปกวดวิชากันน้อยลง
เพราะเรียนมาเยอะล่ะ จึงไม่จำเป็นต้องเรียนข้างนอกอีก
– พ่อแม่ก็มีความสุข ไม่ต้องเสียตังให้ลูกไปกวดวิชา
– เด็กก็มีความสุข เรียนในห้องเยอะล่ะ ไม่ต้องไปกวดวิชา
ถ้าในโรงเรียนสอนกระหยองกระแหยง เด็กก็ต้องไปเรียนพิเศษข้างนอก
เพราะเวลาเรียนในห้องไม่พอเรียนรู้เนื้อหาที่มีอยู่ จึงต้องไปขวนขวายหาเอง
อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/education/391701

mama tutor

mama tutor

http://www.dek-d.com/admission/25831/

ศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทย กระทรวงการคลัง

thai consultant

thai consultant

8 เม.ย.59 ได้รับแจ้งจาก อ.ดร.ทันกวินท์   รัฐวัฒก์อังกูร
ว่า มหาวิทยาลัยเนชั่นได้หนังสือเรื่อง “แจ้งผลการจดทะเบียนที่ปรึกษาไทย
ที่ กค 0910/1050 จาก นายวิสุทธิ์ จันมณี ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ ปฏิบัติราชการแทน
ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ว่า
ศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทย กระทรวงการคลังได้จดทะเบียนให้มหาวิทยาลัยเนชั่น
เป็นที่ปรึกษาระดับ B หมายเลข 4304 เรียบร้อยแล้ว
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2559 .. และมีอายุ 2 ปีนับจากวันจดทะเบียน
โดยค้นข้อมูลได้ที่ http://www.thaiconsult.pdmo.go.th/ThaiConsult/mainframe/search
ค้นคำว่า “มหาวิทยาลัย” เมื่อ 8 เมษายน 2559 พบผลการสืบค้นทั้งสิ้น 128 รายการ

http://www.thaiconsult.pdmo.go.th/ThaiConsult/mainframe/search#sthash.bFczslJe.dpuf

มหาวิทยาลัยเนชั่น มีเลขทะเบียนที่ปรึกษา คือ 4304

15 ต.ค.57 มีโอกาสพูดคุยกับ อ.นงลักษณ์ สุวรรณวิชิตกุล เรื่องการเป็นที่ปรึกษา
แล้วติดต่อกับส่วนราชการ มีรายละเอียดพอสมควร ผมก็จำได้ไม่ได้บ้าง
เพราะเคยสนใจ เมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว
มาค้นดูอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าประเทศไทยเราพัฒนาไปเรื่อย ๆ ในทางที่ดีขึ้น

ที่ปรึกษาในศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทย กระทรวงการคลัง พบ มหาวิทยาลัยอยู่ 134 รายการ

ที่ปรึกษาในศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทย กระทรวงการคลัง พบ มหาวิทยาลัยอยู่ 134 รายการ

ความหมายของที่ปรึกษา
ที่ปรึกษาคือ ผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งอาจเป็นรายบุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็น ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่ต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างสูง และมีความรู้ทางวิชาการ ประสบการณ์ และความสามารถให้บริการที่ปรึกษา และเสนอแนะ ความรู้ทางวิชาการในสาขาต่างๆ อาทิ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม เศรษฐศาสตร์ สังคม และการเมือง ทั้งนี้ รูปแบบการให้บริการประกอบด้วย การศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนโดยพิจารณาด้านเทคนิค เศรษฐกิจ การเงิน สังคม และสิ่งแวดล้อม การศึกษาสำรวจและออกแบบในรายละเอียดทางด้านวิศวกรมและสถาปัตยกรรม และการวางแผนและควบคุมการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่และซับซ้อน ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานหลายๆ ด้าน โดยจำเป็นต้องใช้วิศวกรที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีความรู้ความสามารถและ ประสบการณ์ในงานที่เกี่ยวข้องทั้งทางเทคนิค วิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ การเงิน และการบริหาร เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เพื่อหาวิธีการที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ว่าจ้าง
http://www.thaiconsult.pdmo.go.th/12

ขั้นตอนการยื่นขอจดทะเบียนที่ปรึกษา
http://www.thaiconsult.pdmo.go.th/21

registration flow

registration flow

หลักฐานที่ใช้ประกอบการยื่นจด/ต่อ/เพิ่มเติม/ปรับสถานะทะเบียนที่ปรึกษาไทย
สำหรับที่ปรึกษานิติบุคคล
1.หนังสือแสดงความประสงค์ขอจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษานิติบุคคลถึงผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะจำนวน 1 ฉบับ ดาวน์โหลด ที่นี่
2. เอกสารประกอบกรณีห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือบริษัท
– สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท (นายทะเบียนรับรองไม่เกิน 6 เดือน, ทุนจด    ทะเบียน 1 ล้านบาทขึ้นไป)
– สำเนาหนังสือบริคณห์สนธิ
– สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (นายทะเบียนรับรองไม่เกิน 6 เดือน)
– สำเนาเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัท
– สำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ.20)
– สำเนาใบประกอบวิชาชีพ สำเนาใบสมาชิกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษา หรือสมาคมต่างๆที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
– อื่นๆ
3. เอกสารประกอบกรณีองค์กรอื่นๆ เช่น มูลนิธิ สมาคม หรือสถาบันการศึกษา (ในกรณีที่เป็นมูลนิธิ จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็นมูลนิธิประเภทใด เช่น มูลนิธิเพื่อการกุศล มูลนิธิเชิงพาณิชย์ หรือ อื่นๆ)
– พระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กร/ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
– สำเนารายชื่อกรรมการ/คณะผู้ดำเนินการขององค์กร
– งบการเงิน
– รายงานประจำปี (Annual Report)
– สำเนาประจำตัวผู้เสียภาษีขององค์กร
– อื่นๆ
4. เอกสารประกอบโครงการ
– สำเนาหนังสือสัญญาว่าจ้างเป็นที่ปรึกษาที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดของลักษณะงานที่ทำ บุคลากรที่ดำเนินโครงการ จำนวนคน-เดือน (man-month) และอัตราค่าจ้าง ระยะเวลาดำเนินโครงการ และมูลค่าตามสัญญาจ้าง
– ถ้าโครงการยังไม่แล้วเสร็จ ทางศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาจะไม่พิจารณาโครงการนั้น
หมายเหตุ กรณีจดทะเบียนเพิ่มเติม หรือต่อทะเบียนการเป็นที่ปรึกษา ที่ปรึกษายื่นเอกสารโครงการเฉพาะที่เพิ่มเติมเท่านั้น
5. เอกสารบุคลากร
– รูปถ่าย 1 นิ้ว หน้าตรง จำนวน 1 รูป (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน)
– สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้แทน
– สำเนาทะเบียนบ้าน
– ประวัติการทำงานโดยละเอียด (อย่างน้อยต้องระบุปี พ.ศ.)
– หลักฐานการศึกษา (ใบปริญญาบัตร หรือ Transcript)
6. การรับรองความถูกต้องของเอกสาร
– เอกสารทุกชนิด ทุกหน้า ต้องประทับตราบริษัท และรับรองความถูกต้องโดยผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลฯ จะไม่รับจดทะเบียน และจะดำเนินการลบรายชื่อที่ปรึกษาออกจากฐานข้อมูลที่ปรึกษา หากตรวจพบว่าที่ปรึกษาเสนอข้อมูลจดทะเบียนมาไม่ถูกต้องกับข้อเท็จจริง
7. เอกสารต้องเจาะใส่แฟ้ม 2 ห่วง
http://www.thaiconsult.pdmo.go.th/22

บริการค้นที่ปรึกษาในศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทย กระทรวงการคลัง
พบว่ามีประเภทนิติบุคคล : มหาวิทยาลัย พบทั้งหมด 134 รายการ
http://www.thaiconsult.pdmo.go.th/ThaiConsult/mainframe/search
ที่ปรึกษามี 4 สถานะ
1. สถานะ Active แสดงสถานะ สมาชิก
2. สถานะหมดอายุและไม่ได้ทำการต่อทะเบียนที่ปรึกษา หรือ Not Acitve
3. ต่ออายุที่ปรึกษา หรือ เพิ่มเติมโครงการ/ปรับสถานะ และยังอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
4. สถานะถูกเพิกถอน

มหาวิทยาลัยเนชั่น มีเลขทะเบียนที่ปรึกษา คือ 4304

มหาวิทยาลัยเนชั่น มีเลขทะเบียนที่ปรึกษา คือ 4304
จากศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทย กระทรวงการคลัง (Thai Consultant Database Center)

เมื่อค้นจาก
http://www.thaiconsult.pdmo.go.th/ThaiConsult/mainframe/search
คลิ๊กที่ “รายชื่อที่ปรึกษาตามลำดับการจดทะเบียน”
เลือก ประเภทการจดทะเบียน = ในประเทศ
เลือก ประเภทที่ปรึกษา = บริษัทที่ปรึกษา
เลือก ประเภท Rating = B
แล้วกดปุ่ม “แสดงผล”
เลือกไปหน้าที่ 29

Nation university consultant

Nation university consultant

จะพบ ข้อมูลข้างล่างนี้
4304 มหาวิทยาลัยเนชั่น Rating=B สถานะ=สมาชิก
ที่อยู่ 444 ถนนวชิราวุธดำเนิน ตำบลพระบาท อำเภอเมือง ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง 52000

วันที่จดทะเบียน ครั้งแรก 25/03/2559
วันที่หมดอายุ 25/03/2561
โทรศัพท์ 02-3383861

ปล. ทราบข้อมูลจาก อ.ดร.ทันกวินท์   รัฐวัฒก์อังกูร
http://blog.nation.ac.th/?p=3453

ความเห็นชาวพุทธ

ความเห็นชาวพุทธ

ความเห็นชาวพุทธ

ความเห็นชาวพุทธ
ในเดือนมกราคม มีข่าวในทางพระพุทธศาสนาหลายประเด็น
สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยเนชั่น จึงได้ทำการสำรวจความคิดเห็น
ของพุทธศาสนิกชน จำนวน 1016 คน ที่เข้าร่วมงานพิธีมงคลวัฒนยุ
พระธรรมมงคลญาณ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร ณ วัดธรรมมงคล
ในระหว่างวันที่ 8 – 10 มกราคม 2559 ปรากฎผลสำรวจดังนี้
1. บทบาทของวัดต่อสังคม
อันดับ 1 เป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม ไม่ประพฤติตนเสื่อมเสีย 35%
อันดับ 2 เผยแพร่และสั่งสอนให้ประชาชนปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรม 31.3%
อันดับ 3 ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและสังคม 16.4%
อันดับ 4 ไม่บิดเบือนหลักคำสอน 8.1%
อันดับ 5 เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้/การศึกษา 5.7%
2. การสนับสนุนพระพุทธศาสนาจากภาครัฐ
อันดับ 1 สนับสนุนให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  28.6%
อันดับ 2 ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี 21.7%
อันดับ 3 สนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาวัดในชนบท  16.5%
อันดับ 4 สนับสนุนกิจกรรมให้เยาวชนปฏิบัติตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา 9.3%
อันดับ 5 จัดระบบคัดกรองและควบคุมพฤติกรรมของพระสงฆ์ 8.4%
3. บุญหรือการปฏิบัติธรรมที่เป็นประโยชน์สูงสุด
อันดับ 1 การเจริญภาวนา (ปฏิบัติสมาธิ) 53.3%
อันดับ 2 การรักษาศีลหรือประพฤติดี 21.7%
อันดับ 3 การให้ปันสิ่งของ (การบริจาค) 14.0%
อันดับ 4 การประพฤติอ่อนน้อม 6.3%
อันดับ 5 การบอกบุญและอนุโมทนาบุญ 2.3%
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10208172992743509&set=a.10206803178058998.1073741830.1262180885

เด็กไทยอายุ 10 – 11 ปี เรียนหนักที่สุดในโลก อันดับ 1 แต่ผลรั้งท้าย

 

divas cafe

divas cafe

พิธีกร Divas Cafe บอกว่าน่าจะคุยเรื่องเนี้ยเยอะ
ทั้งช่อง Voice TV เกือบเป็นวันเว้นวันกันเลยทีเดียว
สำหรับปัญหาการศึกษา ที่มีประเด็นมากมาย ที่คุยกันบ่อย
เพราะยังเป็นปัญหาที่เราตอบปัญหาไม่ได้ชัดเจน
เพราะมีปัญหามากจนไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนกันแน่
http://news.voicetv.co.th/thailand/292293.html

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิช

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิช

รายการรวบรวมมาเล่าให้ฟัง ดังนี้
– เด็กไทยเรียนหนักที่สุดในโลก อันดับ 1
สำหรับอายุ 10 และ 11 ปี คือ 1200 ชั่วโมงต่อปี
– ข้อมูลจาก TCIJ Thai.com งบการศึกษา 77% เป็นเงินเดือน ค่าจ้างครู และเงินอุดหนุนรายหัว
ถ้าบวกค่าบริหารจัดการอีก 8% ก็จะเป็น 85%
แต่งบพัฒนาครูมีเพียง 1%
– ข้อมูลจาก TDRI ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิช
พบว่าครูไทยใช้เวลานอกชั้นเรียนไปกว่า 84 วันจากเปิดเรียน 200 วันต่อปี
เวลาที่หายไปคือการเตรียมรับการประเมินจากภายนอก ประเมินครูเพื่อเลื่อนตำแหน่ง
ประเมินนักเรียน และพานักเรียนไปแข่งทางวิชาการ
จึงมีโครงการคืนครูสู่ห้องเรียน
– มีคำถามว่าพานักเรียนไปแข่ง แล้วได้เหรียญทองมา 1 – 2 คน
กับเด็กที่เหลือที่ไม่ได้ไปแข่งที่ไหน แลกกันแล้วคุ้มไหม
ผลก็นำมาประเมินโรงเรียน แล้วเราควรทำอย่างไรกันดี
ต้องกระจายอำนาจทางการศึกษาให้ลงไปดูแลเด็กหลังห้องได้
– พักการเรียนเด็กเกเร เป็นทางออกไหม
– ประเมินโรงเรียน ต้องเปลี่ยนความคิด กระจายอำนาจ
ให้ท้องถิ่น ให้เทศบาลจัดการตนเองเสีย ให้ประเมินตามสภาพ
จัดการศึกษาที่เหมาะสมกับชุมชนนั้น