สทศ.ประกาศผล เอ็นเน็ต-บีเน็ต ทางเว็บไซต์

สทศ.ประกาศแล้วผลสอบเอ็นเน็ต-บีเน็ต ปีการศึกษา 55 ทางเว็บไซต์

รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สทศ.ได้ดำเนินการประมวลผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียน (เอ็นเน็ต) ระดับประถมศึกษา (ป.6) มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) และมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ครั้งที่2 ปีการศึกษา 2555 และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ด้านพระพุทธศาสนา (บีเน็ต) ระดับมัธยมศึกษา 3 และ 6 ปีการศึกษา 2555 และประกาศผลผ่านเว็บไซต์ สทศ.ที่ www.niets.or.thในวันนี้ (31 มี.ค.) พร้อมกันนี้ทำการวิเคราะห์ค่าสถิติของการสอบเอ็นเน็ต ในระดับประถมศึกษา พบว่า สาระทักษะการเรียนรู้ ผู้เข้าสอบ 18,278 คน เฉลี่ย 43.10 คะแนน สูงสุด 86.67 ต่ำสุด 0.00 สาระความรู้พื้นฐาน ผู้เข้าสอบ 18,322 คน เฉลี่ย 37.97 คะแนน สูงสุด 88.33 ต่ำสุด 0.00 สาระการประกอบอาชีพ ผู้เข้าสอบ 18,275 คน เฉลี่ย 48.60 คะแนน สูงสุด 83.33 ต่ำสุด1.67 สาระทักษะการดำเนินชีวิต ผู้เข้าสอบ 18,273 คน เฉลี่ย 52.60 คะแนน สูงสุด 96.67 ต่ำสุด 0.00 และสาระการพัฒนาสังคม ผู้เข้าสอบ 18,211 คน เฉลี่ย 49.46 คะแนน สูงสุด 93.33 ต่ำสุด 0.00

ส่วนระดับม.ต้น พบว่า สาระทักษะการเรียนรู้ ผู้เข้าสอบ 57,789 คน เฉลี่ย 45.16 คะแนน สูงสุด 90.00 ต่ำสุด 0.00 สาระความรู้พื้นฐาน ผู้เข้าสอบ 58,135 คน เฉลี่ย 37.26 คะแนน สูงสุด 87.08 ต่ำสุด 0.00 สาระการประกอบอาชีพ ผู้เข้าสอบ 57,775 คน เฉลี่ย 46.33 คะแนน สูงสุด 88.33 ต่ำสุด 0.00 สาระทักษะการดำเนินชีวิต ผู้เข้าสอบ 57,769 คน เฉลี่ย 47.48 คะแนน สูงสุด 90.00 ต่ำสุด 0.00 และสาระการพัฒนาสังคม ผู้เข้าสอบ 57,675 คน เฉลี่ย 37.27 คะแนน สูงสุด 80.00 ต่ำสุด 0.00 และระดับม.ปลาย มีคะแนนดังนี้ สาระทักษะการเรียนรู้ ผู้เข้าสอบ 78,956 คน เฉลี่ย 52.98 คะแนน สูงสุด 93.33 ต่ำสุด 0.00 สาระความรู้พื้นฐาน ผู้เข้าสอบ 79,368 คน เฉลี่ย 35.41 คะแนน สูงสุด 85.83 ต่ำสุด 0.00 สาระการประกอบอาชีพ ผู้เข้าสอบ 78,932 คน เฉลี่ย 39.91 คะแนน สูงสุด 76.67 ต่ำสุด 3.33 สาระทักษะการดำเนินชีวิต ผู้เข้าสอบ 78,925 คน เฉลี่ย 47.46 คะแนน สูงสุด 90.00 ต่ำสุด 0.00 และสาระการพัฒนาสังคม ผู้เข้าสอบ 78,833 คน เฉลี่ย 36.64 คะแนน สูงสุด 76.67 ต่ำสุด 3.33

รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับค่าสถิติของการสอบสอบบีเน็ต ระดับม.3 พบว่า วิชาพุทธประวัติและธรรมวินัย ผู้เข้าสอบ 7,479 คน คะแนนเฉลี่ย 41.08 คะแนน คะแนนสูงสุด 78.57 ต่ำสุด 11.43 วิชาศาสนปฏิบัติ ผู้เข้าสอบ 7,470 คน เฉลี่ย 42.77 คะแนน สูงสุด 90.00 ต่ำสุด 0.00 วิชาภาษาบาลี ผู้เข้าสอบ 7,471 คน เฉลี่ย 35.66 คะแนน สูงสุด 94.00 ต่ำสุด 11.00 และระดับม.6 พบว่า วิชาพุทธประวัติและธรรมวินัย ผู้เข้าสอบ 2,799 คน คะแนนเฉลี่ย 44.31 คะแนน คะแนนสูงสุด 85.71 ต่ำสุด 8.57 วิชาศาสนปฏิบัติ ผู้เข้าสอบ 2,798 คน เฉลี่ย 33.82 คะแนน สูงสุด 73.33 ต่ำสุด 3.33 วิชาภาษาบาลี ผู้เข้าสอบ 2,793 คน เฉลี่ย 39.38 คะแนน สูงสุด 94.00 ต่ำสุด 10.00

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000038879

70 ร.ร.ดังทั่วประเทศจับฉลากเข้า ม.1 สพฐ.ย้ำไม่เปิดรับรอบ 2

ร.ร.ดัง 70 โรงทั่วประเทศจับฉลากรับ นร.วันนี้! “ชินภัทร” ลงพื้นที่ติดตามเผยปีนี้ราบรื่นทุกขั้นตอน ระบุยังเหลือ กทม.เขต 2 ที่มีเด็กล้นอีกกว่า 4 พันคน ชี้เด็กล้นทุกปี แต่ สพฐ.สามารถจัดหาที่เรียนให้ทุกคนได้แน่นอน ฝากเด็กพลาดหวังเร่งยื่นเขตพื้นที่ใกล้บ้านขอจัดสรรที่เรียนก่อนวันที่ 8 เม.ย.นี้ ลั่นไม่ต้องรอเข้า ร.ร.ดังเพราะไม่เปิดรับรอบ 2 แน่นอน

วันนี้ (31 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดให้การรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 ในปีการศึกษา 2556 ซึ่งที่ผ่านมาได้ผ่านขั้นตอนการสมัครและสอบคัดเลือกแล้ว วันนี้มาถึงขั้นตอนสุดท้าย ที่โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงในสังกัด สพฐ. ดำเนินการการจับฉลากนักเรียนในเขตพื้นที่บริการเพื่อเข้าเรียนต่อชั้นม.1 โดยครั้งนี้ นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ได้เดินทางตรวจเยี่ยมการจับฉลากที่โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ด้วย

นายชินภัทร ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมว่า ในวันนี้มีโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ที่จับฉลากรับนักเรียนในพื้นที่บริการ 70 โรง แบ่งเป็น โรงเรียนในเขตสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) เขต 1 (กทม.เขต 1 ) จำนวน 4 โรง ,สพม.เขต 2 (กทม.เขต 2) จำนวน 18 โรง และสพม.เขต 3-42 จำนวน 48 โรง โดยปีนี้ จำนวน โรงเรียนที่มีการจับฉลากรับนักเรียนลดลงจากปีการศึกษา 2555 ซึ่งมีโรงเรียนจับฉลากทั้งหมด 110 โรง หลัง จากนี้ เด็กส่วนใหญ่จะมีที่เรียนเรียบร้อยแล้ว ยกเว้น ในพื้นที่ สพม.กทม.เขต 2 ซึ่งมีปัญหาเด็กล้นประจำทุกปี และในปีนี้ก็มีเด็กล้นอยู่ 4,416 คน เนื่องจากโรงเรียนทุกแห่งใน สพม. เขต 2 มีที่นั่งรองรับได้ทั้งหมด 22,260 คน แต่ปรากฎเด็กสมัครเข้าเรียนจำนวน 26,676 คน อย่างไรก็ตาม เด็กพลาดหวังจากการสอบคัดเลือก การจับฉลาก ยังไม่มีที่เรียนนั้น ให้ไปยื่นความจำนงขอรับการจัดสรรที่เรียนที่โรงเรียนในเขตพื้นที่บริการของ ตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 8 เม.ย.

“ สพฐ.ยืนยันว่า สามารถดูแลให้เด็กทุกคนที่เรียนได้อย่างแน่นอน หลังจากวันที่ 3 เม.ย.แล้ว สพม.แต่ละแห่งก็จะเริ่มการเกลี่ยเด็กที่ยังไม่มีที่เรียนไปในโรงเรียนที่ยัง ว่างอยู่ โดยเน้นส่งต่อไปที่โรงเรียนคู่พัฒนาก่อนเป็นอันดับแรก แต่ถ้าโรงเรียนคู่พัฒนาเต็มก็จะส่งต่อไปยัง โรงเรียนคู่สหกิจซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครฯ ขั้น ตอนการเกลี่ยเด็กนี้จะดำเนินการให้เสร็จสิ้นและประกาศผลก่อนวันที่ 10 เม.ย. เพื่อให้นักเรียนไปมอบตัวทันตามกำหนด 11 เม.ย. การรับนักเรียนของสพฐ.จะเสร็จสมบูรณ์ทุกขั้นตอนก่อนสงกรานต์ และขอย้ำว่า โรงเรียนทุกแห่ง โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูงนั้นจะไม่มีการเปิดรับนักเรียนรอบ 2 อย่างแน่นอน จากนี้ไป จะมีแต่การเกลี่ยเด็กเท่านั้น หากโรงเรียนใดเปิดรับ นักเรียนรอบ 2 ถือว่า โรงเรียนนั้นไม่ทำตามหลักเกณฑ์การรับนักเรียนของสพฐ.” นายชินภัทร กล่าว

นายชินภัทร กล่าวต่อว่า การรับนักเรียนในปีนี้นั้น สามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่าปีที่ผ่านมา เพราะจำนวนเด็กที่ป้อนเข้ามาลดลงตามอัตราการเกิดที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อ เนื่อง การรับนักเรียนในขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่ การสอลคัดเลือก การจับฉลากรับนักเรียน จึงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แม้กระทั่งการนำผลคะแนนโอเน็ตมาใช้ในสอบเข้า ม.1 นั้น ก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน รวมถึงการรับนักเรียน ม.4 ก็ไม่เกิดปัญหาซ้ำรอยปีที่ผ่านมา เพราะ สพฐ.ได้ปรับเกณฑ์รับนักเรียนม.4 ใหม่ ให้โรงเรียนรับนักเรียนเดิมที่มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสม 5 ภาคเรียนไม่ต่ำกว่า 2.00 ขึ้น เรียนต่อในระดับมัธยมปลายโดยอัตโนมัติ เพราะถือว่า เด็กได้รับผิดชอบต่อผลการเรียนเขาแล้วก็ควรจะได้สิทธิเรียนต่อม.ปลาย จะมีปัญหาแค่โรงเรียนแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด ที่สับสับในเกณฑ์การับนักเรียน จึงเปิดรับนักเรียนนอกเข้ามามากเกินไป กระเทือนสิทธิ นักเรียนม.3 เดิม แต่เมื่อ สพฐ.ทราบเรื่อง ก็ได้ให้โรงเรียนแห่งนั้น ปรับปรังการรับนักเรียนจนเป็นไปตามเกณฑ์ ไม่มีปัญหาแล้ว

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000038877

ไซเบอร์โฮมหนุนการศึกษาไทยจริงหรือ (itinlife390)

game addiction

game addiction

มีนักวิชาการกล่าวถึงวิธีการแก้ปัญหาขาดแคลนครูในหลายโรงเรียนของไทย เพราะปัจจุบันมีโรงเรียนที่ไม่มีครูเลย บางโรงเรียนมี 1 คน ซึ่งสถิติในภาพรวมของประเทศมีอัตราส่วนของครูต่อนักเรียนประมาณ 1 ต่อ 20 ซึ่งมีความเหมาะสม แต่มีปัญหาที่การกระจายครู พบว่า บางพื้นที่ก็กระจุก บางทีก็ไม่มีเลยสักคน แต่มีนักเรียนรอเรียนหนังสืออยู่ ประกอบกับความต่อเนื่องของนโยบายแท็บเล็ตพีซีที่จะมาเป็นปีที่สอง หนุนด้วยการขยายพื้นที่บริการวายไฟร์ (Wi-Fi) และอินเทอร์เน็ตฟรีของกระทรวงไอซีที ล้วนสนับสนุนคำว่าไซเบอร์โฮม (Cyber Home) ให้เป็นจริง

เมื่อมองการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของเด็กไทย ก็พบรายละเอียดในข่าวการจัดงานแข่งเกมออนไลน์เมื่อปลายมีนาคม 2556 ที่ให้ข้อมูลว่ามีคนไทยที่เข้าเกม Hon เดือนละเกือบ 2 ล้านคน โดยเกม Hon กับเกม Point Blank มีสัดส่วนในร้านเน็ตกว่าร้อยละ 80 ซึ่งสถิตินี้ทำให้เกิดข้อสังเกตว่าเด็กไทยเข้าถึงโลกไซเบอร์ได้มากจนบริษัทเกมเลือกประเทศไทยเป็นเวทีหนึ่งในการจัดการแข่งขันของเกมเมอร์ (Gamer) แต่ทำไมเมื่อต้องแข่งขันทางวิชาการกลับพบว่าคะแนนอยู่รั้งท้ายของโลก เมื่อสพฐ.จัดสอบ National Test (NT) โดยใช้แนวข้อสอบแบบ PISA พบว่าด้านเหตุผลมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าด้านคำนวณและด้านภาษา แล้วไปพบหนังสั้นเรื่องหนึ่งที่ฉายภาพว่าคุณครูยืนสอนอยู่หน้าชั้น แต่นักเรียนก็เปิดเฟซบุ๊คและเล่นเกมออนไลน์ อาจเป็นบรรยากาศที่ครูปล่อยให้นักเรียนเลือกเรียนรู้ด้วยตนเองมากเกินไป การใช้อินเทอร์เน็ตผิดวัตถุประสงค์แบบไม่ถูกที่ถูกเวลา โดยเฉพาะในขณะที่ครูกำลังพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ทางวิชาการเพิ่มขึ้น ก็อาจเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนถึงสาเหตุที่ทำให้เด็กไทยมีศักยภาพในการแข่งขันด้านการศึกษาไม่เป็นไปตามคาด

ที่น่าเป็นห่วงคือการขยายโอกาสการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของภาครัฐไปสู่ครัวเรือน แม้จะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะทำให้ทุกคนเข้าถึงสวัสดิการนี้ได้ แต่ถ้าวันนั้นมาถึงก็จะมีคำถามว่ายังมีเด็กติดเกมอยู่หรือไม่ ถ้ามีก็หมายความว่าอินเทอร์เน็ตเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้การศึกษาล้มเหลว เพราะเด็กติดเกมก็จะไม่ใส่ใจกับการเรียน แต่จะอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เล่นเกมในโลกไซเบอร์ทั้งวันทั้งคืน พฤติกรรมที่แต่งชุดนักเรียนออกบ้านไปร้านเกมก็จะเกิดขึ้นน้อยลง เพราะไซเบอร์โฮมก็เหมือนย้ายร้านเกมไปอยู่ที่บ้าน ส่วนโรงเรียนก็คงจะตั้งอยู่ที่เดิมต่อไป

http://suite101.com/article/video-game-addiction–how-much-video-gaming-is-too-much-a279998

 

ดันไซเบอร์โฮม (Cyber home) ส่งไอซีทีถึงบ้าน

ict กับ child

ict กับ child

 

cyber home จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครู
เด็ก ๆ จะได้เรียนผ่านอินเทอร์เน็ต เรียนผ่านอีเลินนิ่ง
เรียนแบบ child center


“ภาวิช” แจงช่วยแก้คุณภาพครู สสค.ชี้ไทยเผชิญปัญหาแก่-จน-โง่

http://www.thairath.co.th/content/edu/335714

จากการเสวนาวิชาการนานาชาติด้านการศึกษาและประชุมปฏิบัติการเพื่อการปฏิรูปหลักสูตร โดยสำนัก งานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) องค์การยูเนสโก และคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตร ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตร ศธ. กล่าวว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ใช้อยู่ปัจจุบันใช้มานานกว่า 12 ปี ศธ.จึงต้องปรับให้สอดรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเน้นหลักสูตรที่นำไปสู่การปฏิบัติ ทั้งข้อมูลจาก สสค.พบว่า คนกว่า 70% ของประเทศไม่ได้เรียนต่ออุดมศึกษาและต้องเข้าสู่ตลาดแรงงาน ดังนั้น การศึกษาพื้นฐานจึงไม่ควรตอบสนองเพียงแค่เด็กที่เข้าสู่อุดมศึกษา แต่ต้องรวมถึงเด็กกลุ่มใหญ่ของประเทศ และหลังจากที่รัฐบาลปฏิรูปหลักสูตรแล้ว ก็จะปฏิรูปครูต่อ เพราะพบการผลิตครูที่มีจำนวนมากแต่กระทบต่อคุณภาพและการมีงานทำ โดยปัจจุบันเรามีผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ถึง 1 ล้านคน และเป็นครูอยู่ในระบบ 600,000 คน หรือครู 1 คน ต่อนักเรียน 19 คน ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่เหมาะสม แต่ปัญหาคือความล้มเหลวของการกระจายครู ทำให้ขาดแคลนครูบางพื้นที่ หากมีระบบไอซีทีที่ดีก็จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ ศธ.จึงกำลังเสนอให้รัฐบาลขับเคลื่อนระบบไอซีที จัดทำระบบไซเบอร์โฮม เพื่อใช้ไอซีทีที่เข้าถึงทุกบ้าน

ด้าน ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รองประธานคณะกรรมการ สสค. คนที่ 2 กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษาต้องนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไม่ใช่แค่ปฏิรูปเพื่อการศึกษา เพราะประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ 3 ด้านคือ “แก่ จน และโง่

1. ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมวัยชรา สิ่งที่เห็นขณะนี้คือโรงเรียนร้างและการยุบรวมโรงเรียน และอีก 10 ปีข้างหน้าจะเห็น ร.ร.อาชีวะร้าง

2.ความยากจน

3. ระดับการศึกษาแรงงานไทยที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ดังนั้น การศึกษาไทยต้องส่งเสริมให้วัยแรงงานได้ศึกษาต่อเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน ใช้โรงเรียนที่ว่างอยู่เป็นที่ฝึกอาชีพ.

http://www.thairath.co.th/content/edu/335714

http://variety.n108.com/view/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B9%8C-80.html

เกมออนไลน์ชื่อดัง HON และ Point Blank ตั้งเป้านักเรียน-นักศึกษา

 

ภาพจาก Neolution E-Sport

ภาพจาก Neolution E-Sport

30 มี.ค.56 ผู้จัดงาน Garena Star League 2013 จัดแข่งประชัน 2 เวทีเกมออนไลน์ชื่อดัง HON และ Point Blank ตั้งเป้านักเรียน นักศึกษา ชมงานกว่า 5 หมื่นคน เล็งขยายพื้นที่จัดงานครั้งหน้าอีกเท่าตัว รองรับเกมเมอร์ (Gamer) จากการสำรวจยังพบว่าทั้ง 2 เกม เป็นเกมที่มีสัดส่วนการเล่นกว่า 80% ของร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะเกม HON ที่มีผู้เล่นแอคทีฟกว่า 2 ล้านคนต่อเดือน

นายสกลกรณ์ สระกวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Playinter และ Garena ผู้จัดงาน Garena Star League 2013 เปิดเผยว่า การจัดงาน Garena Star League 2013 ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทขยายไลน์การจัดงานมาเป็นงานใหญ่จากที่เคยเข้าร่วมกับงานเกมประจำปีมาก่อนหน้านี้ โดยการจัดงานครั้งนี้บริษัทใช้งบประมาณทั้งหมดราว 15 ล้านบาท เพื่อจัดแข่งขันหาผู้ชนะใน 2 เกมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทยคือ Hero of Newerth (HON) และ Point Blank ซึ่งเป็นเกมแนววางแผน โดยมีผู้แข่งขันที่เป็นนักกีฬาอี-สปอร์ต จาก 9 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย รัสเซีย สหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน และไทย เข้าร่วมการแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะในเกม HON ซึ่งทีมผู้ชนะจะได้รับรางวัลกว่า 9 แสนบาท ส่วนทีมผู้ชนะเกม Point Blank จะได้รับรางวัลราว 2 แสนบาท

สำหรับเป้าหมายการจัดงานในครั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานเกิน 5 หมื่นคน โดยเน้นกลุ่มผู้เข้าร่วมงานเป็นนักเรียนนักศึกษา และหวังให้เกิดการผลักดันวงการอี-สปอร์ตอย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย โดยบริษัทมั่นใจว่าการจัดงานในครั้งนี้เป็นการจัดงานที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งในประเทศไทย นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนขยายพื้นที่การจัดงานในครั้งต่อไปให้ใหญ่กว่าการจัดงานในครั้งนี้อีกว่าเท่าตัว โดยคาดว่าจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ เวทีจัดการแข่งขันและโซนจำหน่ายสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์การเล่นเกมออนไลน์ เพื่อรองรับความต้องการของผู้เข้าร่วมงาน

นายสกลกรณ์ กล่าวอีกว่า กระแสความนิยมเกม HON และ Point Blank ในประเทศไทยถือเป็นเกมออนไลน์ 2 เกมที่มีผู้เล่นจำนวนสูงสุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะเกม HON ที่มีผู้เล่นแอคทีฟกว่า 2 ล้านคนต่อเดือน ส่วนเกม Point Blank ถือเป็นเกมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 2 นอกจากนี้ จากการสำรวจยังพบว่าทั้ง 2 เกม เป็นเกมที่มีสัดส่วนการเล่นกว่า 80% ของร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ทั่วประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้งาน Garena Star League 2013 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30-31 มีนาคม 2556 ณ ไบเทค บางนา ฮอลล์ 103 ตั้งแต่ 10.00-21.30 น. โดยนอกจากกิจกรรมการแข่งขันเกม HON และ Point Blank ภายในงานดังกล่าวยังมีการจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับการเล่นเกมออนไลน์และสินค้าต่าง ๆ

หนังสั้นสุจิปุลิ
http://www.youtube.com/watch?v=tvrwxbuDNeY

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=503350609701978&set=a.172813332755709.30332.164000793636963
http://download.online-station.net/view/g/1101
http://gamerdb.online-station.net/hon
http://www.thairath.co.th/content/tech/335851

 

อีกก้าวของ GIS จังหวัดลำปาง

ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม

ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม

 

quantum gis

quantum gis

http://www.facebook.com/media/set/?set=a.443766532367104.1073741851.22824543725254

 

นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธาน

นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธาน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม อธิการบดี มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง ร่วมประชุมคณะทำงานพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) โดยมีนายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธาน เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) จังหวัดลำปาง โดยมีหัวหน้างานจังหวัดลำปางเป็นประธานคณะทำงาน, สถิติจังหวัดลำปางเป็นรองประธานคณะทำงาน เจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิทัศน์ศาสตร์ (GIS) เป็นคณะทำงาน และหัวหน้ากลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานจังหวัดลำปาง เป็นคณะทำงานและเลขานุการ ณ ห้องประชุม POC ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดลำปาง เมื่อวันศุกร์ ที่ 29 มีนาคม 2556

 

28 มี.ค.56 ในการประชุมเรื่อง GIS คุณถาวร จันทร์ต๊ะ ได้นำเสนอการใช้โปรแกรม Quantum GIS ของ nectec ที่ map แผนที่ 1 ต่อ 4000 ส่วนทีมของสำนักงานสาธารณสุขนำเสนอโปรแกรม JHCIS ซึ่งใช้ระบุตำแหน่งบ้านที่มีผู้ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ทำให้มีฐานข้อมูลสำหรับติดตามผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ การลงข้อมูลก็สามารถดำเนินการได้ไม่ยากนักคล้ายกับการปักหมุดของ google map และ export ออกมาเป็น excel เพื่อส่งไปใช้ในโปรแกรมอื่น ๆ ได้

ในที่ประชุมได้พูดถึงการลงข้อมูลเดิมไว้ ผ่านโปรแกรม ARCView หรือ ARCInfo แต่ก็ไม่มีรายละเอียดในระหว่างการประชุมมากนัก เพราะก้าวต่อไปคือการนำเสนอประเด็นผู้สูงอายุ กับผู้พิการผ่านเว็บเบส ทำให้มีประเด็นที่ค่อนข้างหลากหลายในเวลาที่จำกัด

 

jhcis

jhcis

มีประเด็นที่พอสรุปได้เบื้องต้น
1. จัดทำความร่วมมือระหว่างจังหวัดกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
2. ประสานพื้นที่ ทำความเข้าใจและลงข้อมูลผ่าน JHCIS
3. กำหนดข้อมูลแผนที่สำหรับจัดทำ GIS ให้ชัดเจน
ในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้านว่าจะใช้แผนที่จากหน่วยใด

 

http://www.nonpordang.com/new/thread-139-1-1.html

GIS for JHCIS on mobile version 1.0.0
http://www.nonpordang.com/ftp/gis/mgis_2013_02_24_1_0_0.zip

ผมสนใจเรื่องทำแผนที่มานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ลงไปในรายละเอียด วันนี้ได้พบผู้รู้ นักวิชาการ ผู้ลงมือปฏิบัติ และผู้กำหนดนโยบายในหลายระดับ ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นมาก
+ http://www.thaiall.com/map

 

เก็บตก
วันศุกร์ที่ 15 ก.พ.56
ราว 11 โมง ไปประชุมถอดบทเรียนเครือข่ายมหาวิทยาลัยลำปาง มีท่านรองผู้ว่าศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ และผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม แล้ววันศุกร์ที่ 28 มี.ค.56 ราว 11 โมงเช่นกัน ไปประชุมเรื่องพัฒนาระบบ GIS กับ 2 ท่านเดิม ปรากฎว่าไฟฟ้าดับทั้ง 2 ครั้งที่ไปประชุม น่าจะเป็นอุบัติเหตุครับ

 

Download
Quantum GIS : http://www.qgis.org
JHCIS : http://www.jhcis.net

 

15ก.พ.56 ประชุมวิจัย
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=599537473393721&set=a.598908416789960.144219.506818005999002
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=599731393374329&set=a.598908416789960.144219.506818005999002

วิทยาลัยชุมชุมสตูลคลอด 4 ยุทธศาสตร์รับอาเซียน

29 มีนาคม 2556

สตูล/ นายนำชัย กฤษณาสกุล ผอ.วิทยาลัยชุมชนสตูล กล่าวว่า ทางวิทยาลัยชุมชนสตูลตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเรียนรู้ทางด้านภาษา ที่มีความจำเป็นจะต้องใช้ร่วมกับอีก 9 ประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศอาเซียน และในปี 58 นี้ เมื่อประเทศไทยมีการเปิดอาเซียน เราจำเป็นที่จะต้องมีการพบปะแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นการค้าขาย การท่องเที่ยว การศึกษาเล่าเรียน ซึ่งล้วนแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละประเทศให้ท่องแท้ ก่อนที่จะมีการพบปะแลกเปลี่ยน หรือการค้าขายซึ่งกันและกัน ดังนั้นทางวิทยาลัยชุมชนสตูลจึงได้เปิดหลักสูตรการเรียนการสอน และการอบรมขึ้นในพื้นที่ จ.สตูล

โดยประกอบไปด้วย 1.การยกระดับการท่องเที่ยวของชุมชน ซึ่งขณะนี้ได้มีชุมชนท่องเที่ยวเกิดขึ้นในพื้นที่ จ.สตูล ถึง 12 ชุม และอาจจะเกิดขึ้นมากกว่านี้ในไม่ช้านี้ จึงได้เปิดอบรมให้แก่ชุมชนท่องเที่ยวทั้ง 12 ชุมชน ในเรื่องของการทำอาหาร การบริการแก่นักท่องเที่ยว ที่จะเดินทางเข้ามาเที่ยวยังชุมชนของตนเอง 2.เปิดกว้างในเรื่องของเรียนการรู้เรื่อง ภาษาโดยประกอบไปด้วย ภาษามาลายู ภาษาจีน ภาษอังกฤษ หากเปิดอาเซียนแล้วเราไม่สามารถที่จะพูดหรือสื่อสารกันได้ ก็จะทำให้การติดต่อเป็นไปอย่างยากลำบาก ดังนั้น จึงเร่งในเรื่องการเปิดสอนภาษาให้แก่พี่น้องประชาชนเสียก่อน 3.ทางวิทยาลัยชุมชนเองได้เข้าร่วมจัดทำหลักสูตรแห่งชาติ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 21-27 เมษายน 2556 นี้ เพื่อให้การศึกษาของวิทยาลัยชุมชนเองมีความก้าวหน้าระดับเดี่ยวกับมาเลเซีย 4.จัดทำตลาดกลางทางอิเลคทรอนิกส์เพื่อให้สินค้าโอท็อป แหล่งท่องเที่ยวและรีสอร์ทต่างๆ ได้สามารถขายสินค้าได้ทางเว็บไซต์ และขณะนี้เป็นที่นิยมของคนทั่วโลก โดยโครงการนี้ได้ทำร่วมกับพาณิชย์จังหวัดสตูล

ผอ.วิทยาลัยชุมชนสตูล กล่าวอีกว่า สำหรับการเรียนการสอนทุกโครงการนั้น ทางวิทยาลัยชุมชนสตูล จะมีตัวชี้วัดผู้เรียน ว่าเมื่อเรียนจบออกไปแล้วนั้น ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ได้มากน้องเพียงใด และมีการติดตามผลทุกหลักสูตรการเรียนการสอนที่เปิดเรียน

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32301&Key=hotnews

ส่งทีมอาสาติวภาษานักเรียน

29 มีนาคม 2556

นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จัดกิจกรรมต้อนรับหน่วยอาสาสมัครเพื่อสันติภาพสหรัฐอเมริกา (Peace Corps) รุ่นที่ 125 จำนวน 47 คน ซึ่งจะมาสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสพฐ.ระดับประถมศึกษา และโรงเรียนขยายโอกาสทั่วประเทศ 2 ปี โดยกิจกรรมดังกล่าวได้รับเกียรติจากนางคริสตี้ เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย มาร่วมเปิดงานเมื่อ วันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยอาสาสมัครดังกล่าวเริ่มเข้ามาในไทยตั้งแต่ปี 2505 อาสาสมัครดังกล่าวจะแบ่งการทำงานเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกไปทำงานกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จะเน้นจัดกิจกรรมในชุมชน ส่วนกลุ่มที่ 2 มาทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะมีจำนวน 40 คน โดยจะกระจายไปทำงานในโรงเรียนตามจังหวัดต่างๆ

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า กลุ่มอาสาสมัครนี้จะร่วมมือกับครูในโรงเรียนอย่างใกล้ชิด ตามวัตถุประสงค์ 2 ประการ 1.ครูที่สอนระดับประถมในชนบทจะพัฒนาเทคนิคการสอน และวิธีการสอนให้นักเรียนมีส่วนร่วมไปกับการใช้ภาษาอังกฤษและวิชาอื่นๆ 2.ชุมชนในชนบทจะร่วมมือกันทำให้คุณภาพชีวิตของนักเรียน และครอบครัวดีขึ้น โดยครูเหล่านี้จะเข้ามาช่วยสอนภาษาให้กับเด็กนักเรียน และจะมาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับคนในพื้นที่ต่างๆ ด้วย โดยโรงเรียนจะคอยดูแลจัดที่พักและอาหารให้ รวมทั้งจะมีครูประจำคอยดูแลอาสาสมัครด้วย

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32299&Key=hotnews

ศึกษาไทย เจ้าภาพสภาซีเมค’58 มอบรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี”

29 มีนาคม 2556

เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ

สิ้นสุดการเดินทางเยือนกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเพื่อร่วมการประชุมสภารัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(สภาซีเมค) ครั้งที่ 47(47th SEAMEO Council Conference: SEAMEC)ระหว่างวันที่ 19-21 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา ของคณะผู้แทนไทยที่มีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)เป็นหัวเรือใหญ่ พ่วงด้วยลูกเรือระดับผู้บริหาร นายสมบัติ สุวรรณพิทักษ์รองปลัด ศธ. น.ส.ดุริยา อมตวิวัฒน์ ผอ.สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ โดยการประชุมครั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการและฝึกอบรมสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นเจ้าภาพจัดขึ้น

สำหรับการประชุมสภาซีเมค เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีศึกษาของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ประกอบด้วยประเทศสมาชิกจาก 10 ประเทศกลุ่มอาเซียนบวกติมอร์เลสเต เป็น 11 ประเทศ และยังมีสมาชิกสมทบอีก 6 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศสเยอรมนี นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ สเปน และล่าสุดการประชุมครั้งที่47 ได้รับรองสหราชอาณาจักร เข้าเป็นสมาชิกสมทบเพิ่มลำดับที่ 7 ด้วย

ตลอดเวลา 3 วันของการร่วมประชุม นายพงศ์เทพ เปิดเผยถึงบทบาทของประเทศไทยในเวทีสภาซีเมค ว่า การประชุมสภาซีเมค เป็นโอกาสที่แต่ละประเทศในกลุ่มซีมีโอ ได้มารวมตัวเพื่อประชุมวาระสำคัญๆ ร่วมกัน และเป็นโอกาสที่ให้แต่ละประเทศได้หารือกันในระดับทวิภาคี ซึ่งตนได้ร่วมหารือกับ H.E. Br. Armin A. Luistro Fsc รมว.ศธ.แห่งประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อตกลงแลกเปลี่ยนครู ซึ่งประเทศไทยมีความต้องการครูเจ้าของภาษาไปสอนในโรงเรียนที่ขาดแคลนครู ซึ่งคาดว่าอีกประมาณ 2 เดือนจะได้มีการทำความตกลงร่วมมือเป็นทางการ

นอกจากนั้น ได้ร่วมเปิดตัวศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิตของซีมีโอ-เซล ณ กรุงฮานอย เวียดนาม ศูนย์ดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในกลุ่มประเทศ ซึ่งการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี นั้นให้ความสำคัญต่อเรื่องดังกล่าว เห็นร่วมกันว่าควรกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการส่งเสริม นั่นคือกลุ่มวัยทำงาน และกลุ่มผู้สูงอายุ ขณะที่กลุ่มคนทั่วไปควรใช้การศึกษามาเป็นเครื่องมือเพื่อทำให้คนตระหนักว่าการที่มีความรู้จะช่วยต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้เพิ่มให้ตนเอง ซึ่งตนได้เสนอว่าควรนำระบบเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนเพื่อเป็นช่องทางให้คนเข้าถึงการศึกษาได้ง่ายขึ้น และควรร่วมกันพัฒนาซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษา หากประเทศใดมีแล้วนำมาแบ่งปันหรือจำหน่ายราคาถูก จะเกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่ายทั้งจะช่วยประหยัดงบประมาณในการพัฒนาซึ่งแต่ละปีมูลค่ามหาศาล

ส่วนการเตรียมความพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งจากนี้เหลือเวลาอีกประมาณ 2 ปีนั้น รมว.ศึกษาธิการ ระบุด้วยว่า การประชุมสภาซีเมค ครั้งนี้มุ่งมั่นที่จะเตรียมพร้อมในเรื่องการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วย โดยมีการวางแผนระดับนโยบายต่างๆ และ
กำหนดกิจกรรมที่ประเทศสมาชิกจะทำร่วมกันด้วย ซึ่งปรากฏในแถลงการณ์ยุทธศาสตร์การพัฒนาของซีมีโอและศูนย์ระดับภูมิภาค ในช่วงปี 2556-2563 มีประเด็นสำคัญ อาทิ การสร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืนการร่วมมือระดับรัฐบาลจัดการศึกษาพื้นฐาน การทำงานร่วมอาเซียนเพื่อแก้ปัญหามาตรฐานและการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นต้น รวมทั้งเปิดตัวโครงการซีมีโอคอลเลจครั้งแรก เป็นเวทีที่ให้ระดับรัฐมนตรีผู้บริหารระดับสูง เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และผู้นำเยาวชนในด้านการศึกษามาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ดีในการจัดการศึกษาของแต่ละประเทศ เป็นการนำซีมีโอก้าวไปสู่ภาพลักษณ์ใหม่ “Golden SEAMEO” ภายในปี พ.ศ.2563 (ค.ศ. 2020) พร้อมสู่อาเซียน

อย่างไรก็ดี การประชุมสภาซีเมคนี้ นายฟา อู ลวน รมว.ศึกษาธิการของเวียดนาม ได้รับเลือกให้เป็นประธานซีเมคคนใหม่ และ รมว.ศึกษาธิการของไทย นั้นได้รับเลือกให้เป็นรองประธานด้วย ซึ่งในปี 2558 นอกจากการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้นแล้ว นายพงศ์เทพ กล่าวด้วยว่า รมว.ศึกษาธิการไทย จะได้รับเลือกเป็นประธานซีเมคและเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสภาซีเมค ครั้งที่ 48 ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2558 โดยได้แจ้งต่อที่ประชุมคราวนี้ด้วยว่า ปีเดียวกันสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา โดยตลอดมาทรงอุทิศพระองค์เพื่อพัฒนาการศึกษาของไทย ดังนั้น เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสดังกล่าว ศธ. จึงจัดมอบรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” ให้แก่ครูผู้ทุ่มเทปฏิบัติงานและมีผลดีเด่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการประชุมสภาซีเมค ครั้งที่ 48 โดยให้สิทธิขาดแก่กระทรวงศึกษาธิการทั้ง 11 ประเทศสมาชิกคัดเลือกครูที่มีคุณสมบัติตรงที่กำหนดประเทศละ 1 คนเข้ารับรางวัล ซึ่งมีประกาศเกียรติคุณ เงินรางวัล 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 300,000 บาท
“ส่วนการเตรียมพร้อมในการเป็นเจ้าภาพนั้นจะใช้เวลา 2 ปีนี้ที่ไทยได้รับเลือกเป็นรองประธานสภาซีเมค ทำงานควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมกำหนดแนวทางที่จะผลักดันและขับเคลื่อนซีมีโออย่างไรเพื่อประโยชน์

ต่อการศึกษาในกลุ่มประเทศซีมีโอ โดยเฉพาะในปี 2558 (ค.ศ.2015)ยูเนสโกได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษและเป้าหมายการศึกษาเพื่อปวงชน ก็จะเป็นแนวทางหนึ่งด้วย” นายพงศ์เทพ กล่าวทิ้งท้าย

เริ่มตระเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ ขนาดนี้เชื่อว่าอีก 2 ปีข้างหน้าไม่ว่ามุ่งสู่ประชาคมอาเซียนเต็มตัว และภารกิจเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสภาซีเมค ครั้งที่ 48 งานหนักเพียงใดศึกษาธิการไทยเอาอยู่!

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32298&Key=hotnews

ศธ.ชงเพิ่มเบี้ยเสี่ยงภัยครูใต้

29 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่โรงแรมซี เอส ปัตตานี สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมจัดงานรำลึกคุรุวีรชนชายแดนใต้ครั้งที่ 5 เพื่อรำลึกถึงความเสียสละและการอุทิศตนของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เสียชีวิตในเหตุการณ์จากความไม่สงบ โดย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า จากการพบปะเยี่ยมเยียนครูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าสิ่งที่ครูมีความกังวลที่สุด คือ เรื่องสวัสดิภาพความไม่ปลอดภัยในชีวิต ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ดูแลความปลอดภัยครูเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามภารกิจที่สำคัญของ ศธ. คือ ต้องดูแลการศึกษาของภาคใต้เป็นกรณีพิเศษ โดยต้องทำหน้าที่ 2 อย่างควบคู่กันไป คือ ทำอย่างไรจะให้การศึกษาเป็นเครื่องมือให้เกิดความเข้าใจที่ดี ให้อยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ซึ่งต้องยอมรับว่าครูในพื้นที่เป็นผู้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ดังนั้นสวัสดิการของครูในพื้นที่จึงมีความจำเป็น

“ขณะนี้ ศธ. กำลังเตรียมการเพื่อเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาภาคใต้ โดยเฉพาะเรื่องเบี้ยเสี่ยงภัยของครูที่จะต้องเพิ่มเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา จาก 2,500 บาท เป็น 3,500 บาท ส่วนลูกจ้าง ครูโรงเรียนเอกชน จะได้เพิ่มเป็น 2,500 บาท ส่วนกรณีครูเสียชีวิตจากปัจจุบันที่ได้รับประมาณ 1 ล้านบาท ก็จะเพิ่มเป็น 4 ล้านบาท” นายเสริมศักดิ์กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32297&Key=hotnews