ไขข้อสงสัย “โครงการอาคารศูนย์พัฒนาครูฯ” มุ่งหวังเพื่อสวัสดิการเพื่อนครู

29 มีนาคม 2556

สกสค.ไขข้อสงสัย “โครงการอาคารศูนย์พัฒนาครูฯ” มุ่งหวังเพื่อสวัสดิการเพื่อนครู

นับเป็นอีกโครงการหนึ่งของสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)สำหรับ”การก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่” บริเวณถนนหัสดิเสวี ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ที่สกสค.มุ่งหวังให้เป็นศูนย์กลางการให้สวัสดิการด้านที่พักแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา และเพื่อเป็นศูนย์กลางการประชุม สัมมนา ฝึกอบรมแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจน หน่วยงานทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง

การก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาฯ ที่ได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วนั้นได้กลายเป็นประเด็นข้อสงสัยต่างๆ โดย นายวัฒนา วรรณโสภา รองเลขาธิการสกสค. ระบุว่าโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาฯ แห่งนี้มีจำนวน 7 ชั้น มีพื้นที่ประมาณ 15,811 ตารางเมตร ประกอบด้วย ห้องพัก 300 ห้อง ห้องประชุมใหญ่ ห้องโถงต้อนรับ ห้องโถงจัดเลี้ยง ที่จอดรถยนต์และ ห้องเครื่อง โดยดำเนินการการก่อสร้างตามงบประมาณ 499 ล้านบาท และในปีที่ผ่านมาได้เปิดให้มีการประมูลผ่านระบบ อิเล็กทรอนิสก์หรืออีอ๊อกชั่นส์ โดยบริษัทเอกค้าไทยชนะการประมูลในครั้งนั้นด้วยราคาประมาณ 360 ล้านบาท และได้ลงมือดำเนินการก่อสร้างด้วยการเริ่มปรับพื้นดินและการลงเสาเข็มบริเวณการก่อสร้างในช่วงของคณะกรรมการ สกสค.ชุดเก่าที่มีนายเกษม กลั่นยิ่ง เป็นเลขาธิการ สกสค. ซึ่งมีคณะกรรมการอำนวยการการก่อสร้าง และคณะกรรมการตรวจการจ้างเข้ามาดูแล รวมทั้งสกสค.ได้ว่าจ้างให้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มาเป็นที่ปรึกษาควบคุมการก่อสร้าง
“สจล.ได้เข้ามาตรวจดูโครงการนี้และมีความเห็นเสนอมาว่า การก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ 7 ชั้นแห่งนี้ ควรจะต้องเพิ่มชั้นอาคารที่จอดรถ อีก 2 ชั้น เพราะไม่เช่นนั้น แล้วหากมีการเข้ามาพักและประชุม สัมมนาและฝึกอบรมของครูอาจจะไม่เพียงพอ ทำให้ต้องนำเรื่องนี้เสนอพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.สมัยนายเกษมอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากการจะเปลี่ยนแปลงการก่อสร้างเพิ่มเติมเป็นอำนาจของที่ประชุม คณะกรรมการ สกสค.แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นรอยต่อที่คณะกรรมการ สกสค.ชุดเก่าจะหมดวาระแล้วจึงมีการให้รอเสนอใน คณะกรรมการ สกสค.ชุดใหม่ และ นายเกษมเองก็หมดวาระไปด้วยในช่วงนั้น ทำให้ได้นำเสนอต่อคณะกรรมการ สกสค.ชุดใหม่พิจารณาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2555และได้มีมติให้ดำเนินการก่อสร้างโดยเพิ่มการก่อสร้างจำนวน 7 รายการตามที่เสนอขออนุมัติไป 15 รายการ ตามที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบังโดยไม่ได้เพิ่มงบประมาณการก่อสร้างแต่อย่างใด ส่วนการเสนอให้ เพิ่มชั้นอาคารอีกสองชั้นเพื่อใช้เป็น ที่จอดรถนั้น ไม่ได้รับการอนุมัติ ”

หลังจากนั้น สกสค.ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังบริษัทเอกค้าไทยเพื่อให้ ทราบถึงมติของที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.ที่ให้ดำเนินการก่อสร้างและทาง บริษัทฯ ได้ทำหนังสือแจ้งกลับมายังสกสค.ว่าวันที่ 28 มกราคม 2556 ทางบริษัทจะดำเนินการตามมติดังกล่าว ซึ่งเนื่องจากช่วงนั้นได้เกิดน้ำท่วมบริเวณพื้นที่ก่อสร้างและทางบริษัทฯ ได้เข้าไปสำรวจและได้ทำการสูบน้ำออกจากบริเวณที่มีการตอกเสาเข็มและตากหน้าดินให้แห้ง รวมทั้งสำรวจว่าเสาเข็ม ที่ถูกน้ำแช่ขังอยู่มีความแข็งแรงหรือไม่ จนกระทั่งวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการอำนวยการการก่อสร้าง และคณะกรรมการตรวจการจ้าง เพื่อเร่งรัดในการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผน บริษัทฯ และสจล.ได้ลงพื้นที่ไปดูหน้างานการก่อสร้าง จนล่าสุดได้ประชุมหารือกันมีมติให้บริษัทฯ ทำแผนงานต่างๆ เสนอคณะกรรมการอำนวยการการก่อสร้าง และคณะกรรมการตรวจการจ้าง จนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาการก่อสร้างในเดือนธันวาคม 2556 saleยุ้ย aw/ปอ”ที่มีการพูดกันอยู่บ่อยๆ ว่าโครงการนี้มีการดำเนินการไม่โปร่งใส ส่อไปในทางทุจริตรวมถึงการฮั้วประมูล ในฐานะตัวแทน สกสค. ขอเรียนว่าสกสค. ได้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ขณะนี้ การเบิกเงินงวดแรกก็ยังไม่ได้เบิกสักบาทเลย และที่มีผู้ออกมาระบุว่ามีการลงนามสัญญาการก่อสร้างใหม่ก็ไม่เป็นความจริงเพราะไม่ได้ลงนามสัญญาอะไรใหม่เลยใช้สัญญาเดิม และไม่ได้เริ่มสัญญาใหม่ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม ส่วนที่มีการร้องเรียนไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ทำให้ สกสค. ไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งทางดีเอสไอได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่ จ.เชียงใหม่และ ได้เข้าไปสอบถาม ตรวจสอบสัญญาเงื่อนไขต่างๆ โดยได้ทำหนังสือแจ้งมายัง สกสค.วันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ระบุว่าจากการสืบสวนกรณีการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาฯ ยังไม่ปรากฎข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่าการจัดจ้างมีลักษณะเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และแก้ไขเพิ่มเติม ดังนั้นดีเอสไอ จึงได้ยุติเรื่อง อนึ่งเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดและเป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับจึงขอให้สกสค.เร่งรัดบริหาร จัดจ้างโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาฯให้เป็นไปตามสัญญาต่อไป ซึ่งแสดงว่าให้ดำเนินการได้ต่อไป ทั้งนี้การที่มีหน่วยงาน และบุคคลเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้นั้นสกสค.ไม่ขัดข้องเพราะทุกอย่างดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนต่างๆ ไม่ได้ผิดเงื่อนไขอะไรแต่ความล่าช้าที่เกิดขึ้นในการก่อสร้างในช่วงที่ผ่านมาเพราะต้องรอคณะกรรมการ สกสค.ชุดใหม่เท่านั้นเองและความเสียหายต่างๆ ก็ไม่มี”
อย่างไรก็ตาม สกสค.มีความมุ่งหวัง และมุ่งมั่นในการเดินหน้าโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาฯ ต่อไปเพื่อจุดมุ่งหมายของการจัดสวัสดิการให้แก่เพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างดีที่สุด

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32296&Key=hotnews

 

อ.ก.ค.ศ.อีสานยื่น 3 ข้อ ฟันตัวการโกงสอบครู

29 มีนาคม 2556

‘เลขาฯ กพฐ.’พร้อมให้ปากคำคดีทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วย ‘ดีเอสไอ’ 2 เม.ย. ‘เสริมศักดิ์’ ยังไม่โยกบิ๊ก สพฐ. ด้านชมรม อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯอีสาน จี้รัฐบาลฟันตัวการโกงสอบ

ความคืบหน้ากรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เสนอคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับกรณีทุจริตการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการครูในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 ครั้งที่ผ่านมา ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นคดีพิเศษ และเตรียมเชิญนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (กพฐ.) นายอนันต์ ระงับทุกข์ รองเลขาธิการ กพฐ. และนายไกร เกษทัน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ. มาให้ถ้อยคำ เพราะมีส่วนเกี่ยว ข้องโดยตรงกับการจัดสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยครั้งนี้นั้น

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า หลังจากที่ดีเอสไอมีมติรับเรื่องทุจริตการสอบครูผู้ช่วยเป็นคดีพิเศษแล้ว ดีเอสไอจะมีอำนาจสมบูรณ์ในการสอบสวนเรื่องนี้ โดยเฉพาะการขอข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตนกำลังพิจารณาตั้งคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอีก 1 ชุด เพื่อรวบรวมสรุปข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการสอบสวนทุจริต ทั้งที่ได้จากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตสอบครูผู้ช่วยชุดที่นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็นประธาน และที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำงานรวดเร็วยิ่งขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้ว จะพิจารณาย้ายผู้บริหารระดับสูงใน สพฐ.ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน นายเสริมศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ และยังไม่ได้พูดคุยกับนายชินภัทร ต้องขอดูข้อมูลการสอบสวนของดีเอสไอหลังจากรับเป็นคดีพิเศษก่อน ซึ่งทั้งหมดจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ แต่ยืนยันว่า ศธ.ยินดีให้ความร่วมมือกับดีเอสไอในการให้ข้อมูลต่างๆ แน่นอน

นายพิษณุกล่าวว่า ทางดีเอสไอได้ติดต่อมายังตน เพื่อขอข้อมูลหลักฐานที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ได้ตรวจสอบไว้ โดยกำลังรวบรวมข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่ส่งมอบให้นายเสริมศักดิ์ ก่อนนำส่งให้ดีเอสไอต่อไป ทั้งนี้ ข้อมูลหลักฐานที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯได้ตรวจสอบไว้นั้น บางส่วนได้ส่งมอบให้ดีเอสไอไปแล้ว เช่น โพยเฉลยข้อสอบ ส่วนที่จะส่งมอบให้คราวนี้ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง 30-40 คน ซึ่งมีทั้งผู้เห็นเหตุการณ์ ผู้เข้าสอบ ผู้คุมสอบ ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้กระทำผิดที่รับสารภาพ โดยในจำนวนนี้มี 3 ราย ที่ยอมรับสารภาพและมีการซัดทอดถึงบุคคลอื่น ดีเอสไอสามารถนำไปใช้ขยายผลการสอบสวนถึงตัวการในขบวนการทุจริตได้

นายชินภัทรกล่าวว่า ได้รับหนังสือแจ้งจากดีเอสไอให้ไปให้ข้อมูลในวันที่ 2 เมษายนนี้ ซึ่งตนจะเดินทางไปให้ข้อมูลด้วยตัวเอง และพร้อมที่จะชี้แจงขั้นตอนการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยทั้งหมด ที่ผ่านมาไม่ได้มีโอกาสชี้แจงเอง ฉะนั้น คราวนี้จึงเป็นโอกาสดี ทั้งนี้ ในการชี้แจงจะเตรียมเอกสารและข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับภารกิจ สพฐ.ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การออกข้อสอบ การตรวจข้อสอบ เป็นต้น ส่วนเรื่องการดำเนินการตามมติที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่ให้ สพฐ.จัดส่งเอกสารและข้อมูลต่างๆ ไปให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา 129 เขต เพื่อตรวจสอบและพิจารณาเพิกถอนการสอบครูผู้ช่วยนั้น สพฐ.ได้ส่งข้อมูลคะแนนสอบไปให้เขตพื้นที่ฯแล้ว ส่วนหนังสือแจ้งให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯดำเนินการในเรื่องนี้นั้น ทางสำนักงาน ก.ค.ศ.จะจัดส่งหนังสือแจ้งไปเอง
“ผมไม่หนักใจ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรซับซ้อน สพฐ.ทำทุกอย่างตรงไปตรงมา และมีบันทึกการดำเนินการทุกขั้นตอนไว้อย่างชัดเจน มีกรรมการรับผิดชอบทุกขั้นตอน จึงมั่นใจว่าหน่วยงานสอบสวนกลางอย่างดีเอสไอจะสอบสวนด้วยความถี่ถ้วนจนได้ข้อสรุปที่ตรงความจริง” นายชินภัทรกล่าว และว่า สำหรับกรณีที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ฯ 10 เขต ที่ส่อว่าจะมีการทุจริตการสอบ วิตกกังวลว่าจะถูกโยกย้ายให้มาช่วยราชการที่ สพฐ.นั้น ไม่อยากให้กลัวกันไป เพราะการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอน”

ด้านนายสานิตย์ พลศรี อนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 ในฐานะตัวแทนชมรม อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ในวันเดียวกันนี้ทางชมรม อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีผู้แทนจากเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ อาทิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 2, 4, 5, 7, สพป.เลย เขต 2, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 2, 4, 5, 7, สพป.เลย เขต 2, สพป.ชัยภูมิ เขต 1 เป็นต้น ได้ประชุมหารือกรณีที่ประชุม ก.ค.ศ.มีมติให้ส่งข้อมูลให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯไปตรวจสอบและพิจารณาการเพิกถอนการสอบครูผู้ช่วยภายใน 15 วันนั้น ในที่ประชุมมีมติให้ออกแถลงการณ์เรียกร้องไปยังรัฐบาล ก.ค.ศ.และผู้เกี่ยวข้องใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ขอให้เร่งรัดดำเนินการเอาผิดกับบุคคลที่เป็นตัวการใหญ่ใน ศธ.ทั้งทางวินัยและทางอาญาอย่างจริงจัง 2.ขอให้ ก.ค.ศ.ดำเนินการยกเลิกผลการสอบตามข้อมูลของดีเอสไอ รวมทั้งการเพิกถอนรายบุคคลที่มีคะแนนสูงผิดปกติ และการยกเลิกรายเขต และ 3.ขอให้ ก.ค.ศ.ยกเลิกหลักเกณฑ์วิธีการสอบแข่งขัน และวิธีดำเนินการสอบแข่งขันคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีเหตุจำเป็น หรือมีเหตุพิเศษ ว12 ตามหนังสือเวียนที่ ศธ 0206.2/ว14 ลงวันที่ 25 เมษายน 2555 เนื่องจากขัดต่อเจตนารมณ์แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 47 วรรคแรก ที่จะส่อให้เกิดการทุจริตได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32295&Key=hotnews

สพฐ.จับสลาก ม.1 ทั่วประเทศ 31 มี.ค. ตั้งโต๊ะหาที่เรียนซับน้ำตาเด็กพลาดหวัง สพม.2 เกลี่ย 5.6 พันลง ร.ร.’เอกชน-กทม.’

29 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงการรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีการศึกษา 2556 ว่า ใน วันที่ 31 มีนาคม จะมีการจับสลากเข้าเรียนชั้น ม.1 ในเขตพื้นที่บริการ ซึ่งได้สั่งการให้เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศโดยเฉพาะโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงจัดโต๊ะเพื่อลงทะเบียนแสดงความจำนงให้เขตพื้นที่การศึกษาหาที่เรียนให้แก่นักเรียนที่พลาดหวังจากจับสลากเข้าเรียนต่อชั้น ม.1 โดยไม่ต้องรอให้นักเรียนที่พลาดหวังไปแจ้งชื่อในวันที่ 7-8 เมษายน ตามปฏิทินที่กำหนดไว้เดิม

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่หลังจากประกาศผลสอบเข้าเรียน ม.1 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 2 กรุงเทพมหานคร แล้วมีนักเรียนยังไม่มีที่เรียนอีกประมาณ 5,600 คนนั้น คงต้องดูในภาพรวมของโรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษานี้ทุกสังกัดไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนในสังกัด สพฐ.เท่านั้น ฉะนั้น คิดว่าจำนวนนักเรียนที่ยังไม่มีที่เรียน นั้น ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะในเขตพื้นที่การศึกษานี้ ยังมีโรงเรียนเอกชน โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครที่จะรับนักเรียนเข้าเรียนต่อชั้น ม.1 ได้

นายสัจจา ศรีเจริญ ผอ.สพม.เขต 2 กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ภาพรวมการประกาศผลสอบของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในวันที่ 28 มีนาคม เรียบร้อยดี ยังไม่พบปัญหา ซึ่งในส่วนของการรับนักเรียนชั้น ม.4 นั้น ไม่น่ากังวล เพราะโรงเรียนจะรับนักเรียนชั้น ม.3 เดิมเข้าศึกษาต่อไปหมดแล้ว ที่เหลือก็เป็นเด็กจาก ที่อื่นเท่านั้น ส่วนกรณีของโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่เกรงว่าอาจจะมีปัญหาการรับ ม.4 เหมือนปีที่แล้วนั้น ในปีนี้ยังไม่มีข้อมูลการร้องเรียนเข้ามา สำหรับตัวเลขการรับ ม.4 ใน สพม.เขต 2 กรุงเทพ มหานคร เปิดเพิ่มจากการรับนักเรียนชั้น ม.3 เดิมจำนวน 3,128 คน แต่มียอดผู้มาสมัคร 6,000 กว่าคน ดังนั้น เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไร และจะสามารถเกลี่ยเด็กให้ลงตัวได้อย่างแน่นอน

นายสายัณห์ รุ่งป่าสัก ผอ.สพม.เขต 1 กรุงเทพ มหานคร กล่าวว่า ได้กำชับให้โรงเรียนดำเนินการตามนโยบายการรับนักเรียน และเชื่อมั่นว่าโรงเรียนจะดำเนินการด้วยความโปร่งใส เพื่อให้เด็กได้รับโอกาสเข้าเรียนอย่างเป็นธรรมทุกคน ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามแผนการรับนักเรียนที่แต่ละโรงกำหนดไว้ ส่วนที่เหลือจะต้องเกลี่ยไปยังโรงเรียนที่ยังมีที่ว่าง ซึ่งเขตพื้นที่ฯเตรียมรายชื่อโรงเรียนไว้แล้ว ดังนั้น ในวันรับสมัคร อยากขอให้ผู้ปกครองตัดสินใจเลือกรายชื่อโรงเรียนที่ประสงค์จะให้ลูกเข้าเรียนสำรองไว้ทันที เพื่อที่ว่าเด็กจะได้มีที่เรียนและไม่เป็นปัญหา เพราะตามตัวเลขนักเรียนที่ทางเขตพื้นที่ฯมีอยู่ เด็กจะต้องมีที่เรียนทุกคน เว้นแต่ว่าผู้ปกครองเจาะจงเลือกให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนดังเท่านั้น ซึ่งตรงนี้เท่ากับสร้างความลำบากใจให้โรงเรียน

“ที่ผ่านมาผู้ปกครองมักจะไม่ยอม และอยากให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนดัง ซึ่งบอกตามตรงว่าโรงเรียนยอดนิยมต่างๆ ตอนนี้เต็มเกือบหมดแล้ว ขอร้องผู้ปกครองอย่ากดดันโรงเรียน และยอมรับในกติกา รีบเลือกโรงเรียนสำรองไว้ เพราะถ้าไม่เลือก ก็ต้องตัดสินใจไปเรียนโรงเรียนเอกชน” นายสายัณห์กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32294&Key=hotnews

มรส.ร่วม 6 สพท. พัฒนาครูระบบพี่เลี้ยง ตั้งเป้าสร้างแม่พิมพ์เก่งครบคุณภาพ-คุณธรรม

28 มีนาคม 2556

รศ.ปราณี เพชรแก้ว รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) เปิดเผยถึงความร่วมมือระหว่าง มรส.กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ชุมพร เขต 1 เขต 2, สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 2 เขต 3, สพป.ระนอง เขต 1 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 11 เพื่อร่วมเป็นคู่พัฒนาครูโดยใช้กระบวนการสร้างระบบ พี่เลี้ยง ว่า การพัฒนาครูโดยกระบวนการสร้างระบบพี่เลี้ยงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตที่รัฐบาลกำหนดขึ้น และให้ถือเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากับสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาครูตามสมรรถนะให้เป็นครูดี ครูเก่ง มีคุณภาพ คุณธรรม สอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอน บริบทความต้องการและความสนใจ

รองอธิการบดี มรส.กล่าวว่า ความเป็นมาของการพัฒนาครูโดยใช้กระบวนการระบบพี่เลี้ยง เริ่มจากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดนโยบายให้เขตพื้นที่การศึกษาสำรวจความต้องการและความจำเป็นของครูในการพัฒนาแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ มาวิเคราะห์วางแผนพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาในสังกัด ทำข้อกำหนด ขอบเขตงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา

ด้าน ดร.สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา มรส. กล่าวว่า โครงการนี้ต้องการพัฒนาครูให้มีทักษะในการโค้ชชิ่ง คือ ช่วยพัฒนาขีดความสามารถในการเรียนของเด็ก รวมถึงการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ ให้กำลังใจและให้โอกาสเด็กในการทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนการสอนและคุณภาพของตัวเด็กเอง โดยในส่วนของ มรส.เห็นความสำคัญในเรื่องนี้มานานแล้ว จึงได้จัดตั้งสถาบันพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาขึ้นในสังกัดคณะครุศาสตร์ เพื่อดูแลรับผิดชอบโดยเฉพาะ

ทางด้านนายวรรณะ บุญสุข ผู้อำนวยการ สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 3 กล่าวว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสามารถเลือกลงนามความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาใดก็ได้ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาครูทั่วประเทศ แต่ สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 3 เลือกทำความร่วมมือกับ มรส. เพราะร่วมงานกันมาและเห็นมาตลอดว่ามหาวิทยาลัยมีความ มุ่งมั่น ทุ่มเทและตั้งใจจริงที่จะพัฒนาครู ถือเป็นพันธมิตรและกัลยาณมิตรทางการศึกษาที่ร่วมงานกันมาอย่างยาวนาน

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 29 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32285&Key=hotnews

สอศ.เปิดหลักสูตรอีพี 121 วิทยาลัย เร่งออกประกาศ ศธ. ระบุค่าเทอมไม่แพงมาก

28 มีนาคม 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า เนื่องจากเด็กอาชีวะส่วนใหญ่เป็นเด็กที่โดดเด่นในภาคปฏิบัติ ส่วนภาคทฤษฎีโดยเฉพาะความรู้ความเข้าใจด้านภาษาอังกฤษนั้นยังต้องได้รับการพัฒนา เมื่อปีการศึกษา 2555 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงเปิดสอนหลักสูตร English Program (อีพี) ใน 5 วิทยาลัย และ Mini English Program (เอ็มอีพี) ใน 27 วิทยาลัย รวม 32 วิทยาลัย ครอบคลุม 28 จังหวัด เพื่อจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งผลวิเคราะห์ที่ได้รับจากการเปิดหลักสูตรดังกล่าว พบว่า ผู้เรียนให้ความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะช่วยพัฒนาศักยภาพให้เป็นที่ต้องการของตลาด และการันตีการมีงานทำได้ โดยในปีแรกนี้มีเด็กเข้าเรียนทั้งสิ้น 2,061 คน แบ่งเป็นระดับ ปวช. 1,224 คน และ ปวส. อีก 837 คน ดังนั้น ในปีการศึกษา 2556 นี้ สอศ.จึงขยายหลักสูตรให้ครอบคลุม 121 วิทยาลัย ทุกจังหวัดทั่วประเทศ แบ่งเป็น อีพี 5 แห่ง และเอ็มอีพี 116 แห่ง รวม 153 วิทยาลัย ตั้งเป้ารับเด็ก 6,000 คน

“การเรียนการสอนยังเหมือนเดิมคือ อีพี เรียนทุกวิชาเป็นภาษาอังกฤษหมด ยกเว้นวิชาภาษาไทย สังคม และพระพุทธศาสนา ส่วนเอ็มอีพีจะเน้นภาษาอังกฤษเทอมละ 4 วิชา โดยทั้งสองหลักสูตรมีครูต่างชาติเป็นผู้สอนเช่นเดิม สิ่งที่ สอศ.ยังเคลียร์ไม่ได้คือค่าเทอมหลักสูตรอีพี และเอ็มอีพี ระดับ ปวช. และอีพี และเอ็มอีพี ระดับปวส. ควรมีค่าเทอมอยู่ในอัตราไหนบ้าง เนื่องจากทั้ง 2 หลักสูตรมีค่าใช้จ่ายในการจ้างครูต่างชาติมาสอน ดังนั้นวิทยาลัยที่เปิดรับสมัครทั้ง 2 หลักสูตรนี้ จึงต้องเปิดรับสมัครหลักสูตรอีพี และเอ็มอีพี โดยมีค่าเทอมที่แตกต่างจากหลักสูตรภาคปกติไม่มากนักเหมือน 32 วิทยาลัยที่เปิดไปก่อนหน้านี้ แต่ปัญหานี้จะมีความชัดเจน เมื่ออัตราค่าเทอมออกเป็นประกาศกระทรวง ซึ่งคาดว่าคงไม่เกิน 2 เดือนนี้ สอศ.เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการมีกำลังคนสายปฏิบัติ ที่ไม่ถูกจำกัดในเรื่องภาษาอังกฤษอีกต่อไป” นายชัยพฤกษ์กล่าว

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 29 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32284&Key=hotnews

เคาะวิธีสอบครูผู้ช่วยปี’56

28 มีนาคม 2556

นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ครั้งที่ 1 ปี 2556 ซึ่งคาดว่าจะจัดสอบในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. เหมือนเดิม ซึ่งขณะนี้มีอัตราว่าง 666 อัตรา ใน 83 เขตพื้นที่การศึกษา แยกเป็นสพป. 55 เขต และ สพม. 28 เขต ต่างจากการสอบที่ผ่านมา โดยจะให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา รวมกลุ่มจัดสอบ แบ่งเป็น 12 กลุ่ม ตามเขตตรวจราชการและให้ผู้ตรวจราชการศธ. กำกับดูแลจัดสอบด้วย กำหนดหลักสูตรการสอบแข่งขันที่จะให้มีการสอบสัมภาษณ์

ปลัดศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นว่า ผลต่างคะแนนสอบสัมภาษณ์แต่ละรายไม่ควรเกิน 5 คะแนน และให้สอบพร้อมกันทั้ง 3 ภาค คือ ภาค ก. ข. และ ค. โดยจะให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นผู้ออกข้อสอบ จัดส่งข้อสอบตรวจกระดาษคำตอบ และประมวลผลการสอบ และให้สมัครสอบได้เพียงเขตพื้นที่การศึกษาเดียวเท่านั้น ไม่ให้สมัครสอบซ้ำ หากตรวจพบว่าไปสมัครสอบหลายแห่งจะถูกตัดสิทธิ์ในการบรรจุแต่งตั้ง

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32283&Key=hotnews

‘เสริมศักดิ์’ เล็งเสนอแขวน ‘ชินภัทร’ เปิดทาง ‘DSI’ เรียก 3 บิ๊ก สพฐ. สอบสวนโกงคัดเลือกครูผู้ช่วยสัปดาห์หน้า

28 มีนาคม 2556

ศึกษาธิการ * กระบวนการฟัน “คนโกง” สอบครูผู้ช่วยของ สพฐ.นิ่งสนิท “ชินภัทร” สั่งล้ม กก. 5 ชุดลงตรวจสอบ 10 พื้นที่แล้ว อ้างไม่มีมูล อย่าตรวจดีกว่า แต่ดีเอสไอยังเดินหน้าต่อ รับเป็นคดีพิเศษแล้ว เตรียมเรียก 3 บิ๊ก สพฐ. “ชินภัทรอนันต์-ไกร” มาสอบปากคำสัปดาห์หน้า ด้าน “เสริมศักดิ์” เล็งเสนอ “พงศ์เทพ” แขวน “เลขาฯ กพฐ.” เพื่อเปิดทางให้การตรวจสอบสะดวกขึ้น

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ยังจับมือใครดมไม่ได้ว่าขบวนการทุจริตสอบครูผู้ช่วยกรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หลังจากมติที่ประชุมมีคำสั่งให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา ไปดำเนินการตรวจสอบใน 129 เขตพื้นที่ฯ ที่มีผลคะแนนสอบสูงผิดปกติ แต่มีแนวโน้มว่า อ.ก.ค.ศ.จะไม่ดำเนินการตามคำสั่ง โดยอ้างว่าเป็นปัญหาที่ส่วนกลางโดยเฉพาะคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และ สพฐ.จะต้องดำเนินการ

ทำให้ต่อมานายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จึงประกาศว่าจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง 5 ชุด ที่มีผู้ตรวจราชการ ศธ.เป็นประธานเข้าไปตรวจสอบใน 10 เขตพื้นที่การศึกษา แต่ล่าสุดนายชินภัทรได้ยกเลิกแผนการแต่งตั้งคณะกรรมการทั้ง 5 ชุดแล้ว โดยอ้างว่าต้องการให้ฝ่ายนิติกรสอบสวนในทางลับก่อน เพราะก่อนหน้านี้มีกรณีของ สพป.ขอนแก่น เขต 3 ก็มีการสอบในทางลับก่อน เมื่อพบว่ามีมูลจึงตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นเพื่อให้อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน จึงยังไม่มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง แต่ให้สอบสวนทางลับก่อน
อย่างไรก็ตาม ทางด้านดีเอสไอยังคงเดินหน้าคดีทุจริตสอบครู โดยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับเรื่องทุจริตการสอบครูผู้ช่วยของ สพฐ. เป็นคดีพิเศษแล้ว โดยหลังจากนี้จะเชิญผู้บริหาร สพฐ. ประกอบด้วย นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ., นายอนันต์ ระงับทุกข์ รองเลขาธิการ กพฐ. และนายไกร เกษทัน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ เข้าให้ถ้อยคำกับดีเอสไอสัปดาห์หน้า เพื่อเร่งดำเนินการสอบสวน และประสานงานกับ ศธ. เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานตามเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

วันเดียวกัน นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วย ศธ. เปิดเผยว่า ได้ให้ข้อพิจารณาไปกับนายชินภัทร เลขาฯ กพฐ. ว่าควรให้รางวัลแก่ผู้ที่มาให้ข้อมูลการทุจริตสอบครูผู้ช่วย ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อุดรธานี เขต 3 และ สพป.ยโสธร เขต 1 นอกจากนี้ ตนจะตั้งศูนย์อำนวยการสนับสนุนการทำงานของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา โดยตั้งผู้ตรวจราชการ ศธ. ทีมกฎหมาย เพื่อให้ข้อมูลและความช่วยเหลือ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ขณะเดียวกันตนจะออกไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจในพื้นที่ และจะเร่งรัดทำเรื่องนี้ให้เสร็จโดยเร็ว เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบภาพลักษณ์ครู

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการพิจารณาย้ายเลขาธิการ กพฐ.ระหว่างที่มีการสอบสวนหรือไม่ นายชินภัทรกล่าวว่า คงต้องดูก่อน และจะต้องหารือกับ รมว.ศธ. แต่โดยทั่วไปถ้ามีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ อาจจะมีผลต่อการสอบ สวน ไม่สะดวก และผู้ใต้บังคับบัญชาอาจไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ดังนั้นโดยหลักการจะมีการขอให้ขยับออกชั่วคราวระยะหนึ่ง

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การจะพิจารณาโยกย้ายผู้บริหาร สพฐ. ในกรณีของการทุจริตสอบครูผู้ช่วยในเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ นั้น คงต้องดูข้อมูลก่อนว่ามีความเชื่อมโยงกับผู้บริหารบุคคลนั้นๆ หรือไม่ และต้องดูเป็นกรณีไป อีกทั้งตนก็ยังไม่ได้หารือกับนายเสริมศักดิ์ ซึ่งมีข้อมูลในเรื่องนี้มากกว่า ส่วนที่มีผู้กังวลว่าการยังไม่โยกย้ายผู้บริหารระดับสูงใน สพฐ. ทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เกิดความเกรงใจนั้น ทางดีเอสไอเป็นหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรม เวลาจะมาสอบสวนไม่ต้องเกรงใจใครอยู่แล้ว เว้นแต่ว่าการที่ดีเอสไอเข้ามาสอบเจ้าหน้าที่ข้าราชการแล้ว และบุคคลเหล่านั้นไม่กล้าให้ข้อมูลก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งในเรื่องนี้ขอให้ใจเย็น เพราะขณะนี้มีคนส่งข้อมูลเข้ามาเป็นระยะๆ.

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32281&Key=hotnews

สจล.ประกาศ 3 แนวทางพัฒนาสถาบัน สู่แถวหน้า ม.วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีอาเซียน

28 มีนาคม 2556

ศ.ดร.ถวิล พึ่งมา อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า เป้าหมายที่สำคัญของ สจล.ที่จะต้องก้าวไปให้ถึง คือการพัฒนาให้สถาบันเป็นสถาบัน 1 ใน 5 ของประเทศไทยภายใน 4 ปี และการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาให้เป็นสถาบัน 1 ใน 3 ของประเทศไทย และเป็น 1 ใน 10 ของสถาบันการศึกษาชั้นแนวหน้าแห่งประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยเริ่มต้นพัฒนาผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์มาใช้ในการเรียนการสอน เนื่องจากเล็งเห็นว่าคณาจารย์และบุคลากรของสถาบันมีความรู้ ความสามารถและความเชี่ยวชาญในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีการผลิตผลงานทางวิชาการ ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีเป็นตัวนำจะสามารถพัฒนาศักยภาพของสถาบันและพัฒนาคุณภาพนักศึกษาได้

อธิการบดี สจล.กล่าวว่า แนวทางที่ 2 คือ ผลงานวิจัยปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ชิ้นที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้งานออกมาเป็นจำนวนมาก โดยอาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญนำเสนอการเรียนการสอนควบคู่งานวิจัย เป็นสิ่งที่สถาบันต้องนำมาพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และนำไปพัฒนาชุมชน สังคมและประเทศได้ และแนวทางที่ 3 การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้นักศึกษาเกิดการปรับตัวได้ในทุกภาคอุตสาหกรรม

“สิ่งที่สถาบันยังคงเน้นย้ำอย่างต่อเนื่อง คือการพัฒนาสถาบันไปสู่การเป็นสถาบันอันดับหนึ่งทางด้านวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเป็นที่พึ่งของสังคม พร้อมเดินหน้าปักหมุดกำหนดทิศทางการพัฒนาคุณภาพวิชาการให้ก้าวสู่ความเป็นสากลมากขึ้น เพื่อวางรากฐานสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้ โดยจะพัฒนาทั้งด้านเทคโนโลยี ผู้นำ หลักสูตร บุคลากร และการพัฒนานักศึกษาสู่ระดับสากล ที่เน้นการเป็นสถาบันการศึกษาที่มีเทคโนโลยีอันล้ำสมัย โดยใช้เทคโนโลยีด้านการเรียนการสอนให้มีความล้ำหน้า นำวิทยาการใหม่เข้ามาใช้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตลอดจนการพัฒนาอาคารเรียนไฮเทคที่ควบคุมและประเมินผลการเรียนการสอนได้จากส่วนกลาง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการเน้นให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะของตนเองได้อย่างเต็มที่” อธิการบดี สจล.กล่าว

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32280&Key=hotnews

“กบข.”ยันใช้สิทธิกองทุนคุ้มฟุ้งได้ทั้งเงินก้อน-บำนาญ/ชี้สมาชิกลาออกไม่กระทบฐานะ

28 มีนาคม 2556

เลขาฯ กบข. แจงการใช้สิทธิกองทุนคุ้มกว่าการคำนวณบำนาญแบบเดิมระบุได้รับทั้งเงินก้อนและบำนาญ เผยผู้มีสิทธิเลือกออกจากกองทุนต้องเป็นผู้รับราชการก่อนปี 2540 ยันหากมีผู้ออกไม่กระทบฐานะกองทุน

น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัยเลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)เปิดเผยว่า แนวทางการเปิดให้ข้าราชการสมาชิก กบข. ตัดสินใจเลือกแนวทางการออกจากเป็นสมาชิกกองทุน กบข. หรือว่าจะเป็นสมาชิกต่อไป นั้น กลุ่มที่มีสิทธิตัดสินใจเลือก จะเป็นกลุ่มที่เป็นสมาชิกกองทุน กบข.ก่อนปี 2540 ปัจจุบันเหลือประมาณ 700,000 คน ขณะที่ผู้เป็นข้าราชการหลังปี 2540 จะถูกบังคับเข้าเป็นสมาชิกตามกฎหมาย กบข.ที่มีประมาณ 500,000 คน

สำหรับกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องนั้นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มข้าราชการใกล้เกษียณอายุราชการและเงินเดือนเต็มเพดาน เมื่อออกไปปฏิบัติงานในเขตทุรกันดารจะได้เวลาทวีคูณ เช่น ทหาร ตำรวจ ครู สาธารณสุข เพราะเมื่อเวลาราชการผ่านไป ออกไปยังหน่วยงานต่างๆ จะได้รับผลตอบแทนเพิ่ม เมื่อกลับมาคำนวณเวลาทวีคูณแล้วอาจได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการรับเงินจากกองทุน กบข.ทำให้กลุ่มที่รู้สึกว่าเสียประโยชน์ไปต้องการกลับไปรับบำนาญตามกฎหมายเดิม แต่การตัดสินใจเลือกแนวทางใด ขึ้นอยู่กับข้าราชการแต่ละบุคคลที่มีภาระหนี้สิน หรือความจำเป็นส่วนตัว

ส่วนข้อสรุปทั้งหมดต้องรอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาและเสนอสภาในขั้นต่อไป และเมื่อเปิดให้ข้าราชการเลือกแนวทางการเป็นสมาชิกของ กบข.หรือไม่นั้น จะให้เลือกภายหลังกฎหมายบังคับใช้ 1 ปี หลังจากนั้นทยอยจัดสรรเงินและคาดว่าข้าราชการ 700,000 คนมีความเข้าใจต่อความจำเป็นในการเป็นสมาชิกกบข. จึงไม่ทำให้ต้องกระทบต่อฐานะการเงินที่อยู่ในการบริหารดูแล 580,000 ล้านบาท ขณะที่ข้าราชการหลังปี 2540 จำนวน500,000 คนไม่มีสิทธิเลือกออกจากการเป็นสมาชิก โดยจะใช้เงินประเดิม ซึ่งกันสำรองไว้ประมาณ 70,000 ล้านบาทจ่ายชดเชยให้กับข้าราชการที่เลือกทางลาออก

น.ส.โสภาวดี กล่าวอีกว่า สำหรับการชดเชยให้สมาชิกกองทุน กบข.ในปัจจุบัน เมื่อเกษียณอายุราชการจะได้รับผลประโยชน์ ประกอบด้วย เงินสะสมจากเงินเดือนร้อยละ 3 เงินสมทบจากรัฐบาลร้อยละ 3 เงินชดเชยคำนวณตามสูตรบำนาญของ กบข. ร้อยละ 2 และเงินประเดิมตามอายุราชการของแต่ละคนจึงเป็นผลประโยชน์จากเงิน 4 ก้อน และยังได้รับบำนาญอีกตามสูตรคำนวณของกบข.โดยใช้อัตราเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณด้วยเวลาราชการหารด้วย 50 แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

ทั้งนี้แผนการบริหารกองทุน กบข.ยังคงยึดหลักไม่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับกองทุน ปัจจุบัน กบข. กำหนดสัดส่วนลงทุนในตราสารหนี้ประมาณร้อยละ 60-70 ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนในตลาดหุ้นและลงทุนในต่างประเทศ แต่ปัจจุบันเห็นว่าการลงทุนในพันธบัตรและตราสารหนี้มีดอกเบี้ยต่ำอาจทำให้ผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ จึงต้องการเพิ่มสัดส่วนไปลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น เพราะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32279&Key=hotnews

 

เลื่อนรับตรงไม่แก้ น.ร.เมินโอเน็ต ‘แอดมิสชั่นส์ฟอรั่ม’ เตรียมถก 2 เม.ย.

28 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม ประธานคณะทำงานแอดมิสชั่นส์ฟอรั่ม ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวถึงกรณีที่นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จะหารือนอกรอบกับ ทปอ.ขอให้สอบโอเน็ตก่อนการรับตรงเข้ามหาวิทยาลัย ภายหลังพบว่ามีนักเรียน ม.6 ทำคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ได้คะแนนศูนย์เป็นจำนวนมาก โดยคาดว่ามีปัจจัยจากการที่เด็กสอบรับตรงได้ว่า เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ แต่ข้อสังเกตที่ระบุว่า เด็กได้ที่เรียนจากการสอบรับตรงแล้ว ทำให้ไม่ตั้งใจสอบโอเน็ต น่าจะไม่สมเหตุสมผลและไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด เพราะคะแนนโอเน็ตไม่ดี อาจมีทั้งเด็กไม่ตั้งใจสอบ หรือเป็นเรื่องของการสอนในห้องเรียนด้วยก็ได้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์อินทร์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามเด็ก ม.6 ไม่ได้สอบรับตรงหมดทุกคน และเด็กที่สอบก็มีทั้งเก่งและไม่เก่ง รวมทั้งเด็กที่สอบรับตรงบางสาขา เช่น รับตรงของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ซึ่งตนมั่นใจว่าเด็กจะต้องตั้งใจสอบโอเน็ตสูงมาก เพราะคะแนนโอเน็ตเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการคัดเลือก ดังนั้น หากจับประเด็นปัญหาไม่ถูก อาจทำให้หลงทิศได้ ส่วนที่เสนอให้สอบโอเน็ตก่อนการรับตรงนั้น ที่ผ่านมาแอดมิสชั่นส์ฟอรั่ม พยายามขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยรับตรงช่วงเดือนมกราคม เพื่อให้เด็กเรียนจบหลักสูตร หากให้ขยับการรับตรงไปเดือนกุมภาพันธ์ก็ทำได้ โดยให้เดือนมกราคม เป็นการสอบทั้งโอเน็ต, วิชาสามัญ 7 วิชา และการทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ (PAT) แต่อาจมีปัญหาว่าจะทำให้เด็กเครียด ดังนั้น การจะปรับการสอบ คงต้องดูช่วงเวลาให้เหมาะสม ทางออกคือ ทั้ง ทปอ. แอดมิสชั่นส์ฟอรั่ม และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) น่าจะหาเวทีหารือกัน จะได้เข้าใจปัญหาต่างๆ ตรงกัน แต่อย่างไรก็ตามตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมแอดมิสชั่นส์ฟอรั่มวันที่ 2 เมษายนนี้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32278&Key=hotnews