ประกาศผล ม.1 สพม.เขต 2 ล้น 5.6 พัน เล็งเกลี่ยลงโรงเรียน’สหวิทยาเขต-สหกิจศึกษา’ แนะพ่อแม่อย่ารอร.ร.ดัง-เขต 1 กทม. ยังว่าง 3 พัน

28 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม นายสัจจา ศรีเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 2 กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า การประกาศผลการสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีการศึกษา 2556 ในวันนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งใน สพม.เขต 2 กทม.หลังการประกาศผลการสอบคัดเลือกนักเรียนทั่วไป และในเขตพื้นที่บริการ จะมีนักเรียนที่ยังไม่มีที่นั่งเรียนประมาณ 5,600 คน แต่ขณะนี้มีที่นั่งสำรองที่จะรับเข้าเรียนได้เพียง 1,400 คน ดังนั้น จึงต้องรอนักเรียนที่สอบติดโรงเรียนดัง และสละสิทธิจากโรงเรียนทั่วไป รวมถึงรอผลการจับสลากนักเรียนในเขตพื้นที่บริการเข้าเรียนในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ซึ่งจะทำให้ทราบจำนวนที่นั่งว่างที่จะรองรับ และเกลี่ยนักเรียนเข้าไปเรียนได้ทั้งหมด จะทำให้ทราบจำนวนนักเรียนที่ยังไม่มีที่เรียน เพราะเด็กเหล่านี้ไปสมัครสอบในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง และโรงเรียนทั่วไปด้วย ทั้งนี้ หลังจากการจับสลาก เด็กคนใดที่ยังไม่มีที่เรียน ให้แจ้งชื่อที่เขตพื้นที่การศึกษาระหว่างวันที่ 7-8 เมษายน เพื่อเกลี่ยไปเรียนยังโรงเรียนสหวิทยาเขตอื่นๆ ที่ใกล้เคียงต่อไป

“อาจมีผู้ปกครองหลายคนไม่พอใจให้เกลี่ยบุตรหลานไปยังโรงเรียนสหวิทยาเขต และต้องการให้บุตรหลานเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ซึ่งเขตพื้นที่ฯอยากชี้แจง และทำความเข้าใจกับผู้ปกครองว่าอย่าไปยึดติดกับโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เพราะการจะให้บุตรหลานของตนเองได้เรียนโรงเรียนดีๆ จะต้องดูศักยภาพของผู้เรียนด้วย ฉะนั้น หากจะรอที่นั่งว่างจากโรงเรียนดังจึงเป็นเรื่องยาก สำหรับวิธีการเกลี่ยนักเรียนจะเกลี่ยภายใน 11 กลุ่มสหวิทยาเขตทั้งหมดก่อน หากเต็มก็จะเกลี่ยไปยังโรงเรียนสหกิจศึกษาของ กทม.และยังมีโรงเรียนเอกชนหลายแห่งใน สพม.เขต 2 กทม.ที่ยังมีที่ว่างรับได้อีก ดังนั้น ปีนี้นักเรียนชั้น ม.1 จึงไม่น่ามีปัญหาจนน่าห่วง ส่วนการประกาศผลสอบนักเรียนชั้น ม.4 จะประกาศผลในวันที่ 28 มีนาคมนี้” นายสัจจากล่าว

นายสายัณห์ รุ่งป่าสัก ผู้อำนวยการ สพม.เขต 1 กทม.กล่าวว่า การรับนักเรียนชั้น ม.1 ในเขตพื้นที่ฯ ไม่น่าเป็นห่วงเรื่องเด็กล้น เนื่องจากขณะนี้มีที่นั่งว่างรับนักเรียนได้อีกประมาณ 3,000 คน ส่วนชั้น ม.4 รับได้อีก 1,000 กว่าคน ถึงแม้ว่าในปีนี้จะมียอดสมัครประมาณ 26,000 คน แต่ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มาจากต่างจังหวัด และเด็กที่มาจากเขตพื้นที่ฯ อื่น ฉะนั้น เมื่อประกาศผลสอบ และจับสลากแล้ว จะมีเด็กที่อยู่ใน สพม.เขต 1 กทม.มีที่เรียนเพียงพอกับที่นั่งว่างอย่างแน่นอน

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32277&Key=hotnews

จี้ 19 อาชีวะ ผลิตคนรองรับ’รางรถไฟ’

28 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่โรงแรมเอเชีย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวมอบนโยบายการดำเนินงานขับเคลื่อนสถาบันการอาชีวศึกษา โดยมีนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา คณะกรรมการสถาบันทั้ง 19 แห่ง และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมว่า ขอให้สถาบันการอาชีวศึกษา เปิดสอนสาขาที่เป็นความต้องการของภาคอุตสาหกรรม บริการในพื้นที่ วางแผนการผลิตคนไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน ซึ่งต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

นายพงศ์เทพกล่าวว่า ความต้องการแรงงานที่ต้องจับตาเป็นอันดับต้น คือ การผลิตกำลังคนรองรับการขนส่งระบบราง ทั้งใต้ดิน บนดิน ซึ่งต้องใช้กำลังคนมหาศาล โครงสร้างสถาบัน ต้องสามารถดึงดูดผู้ปกครอง นักเรียนได้ และสิ่งที่ใช้ได้ผลคือ การประกันอนาคตที่ดีให้ผู้เรียน ซึ่งพูดได้เต็มปากว่า เรียนสายนี้มี งานทำแน่นอน ถ้าทำให้เด็กเห็นอนาคต จะเต็มใจ เรียน รัฐบาลต้องการปรับสัดส่วนการเรียนต่อสายอาชีพและสายสามัญเป็น 50:50 จากปัจจุบัน นักเรียน 64% เลือกเรียนสายสามัญ เหลือแค่ 36% เรียนต่อสายอาชีพ ฉะนั้น เป็น ภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีว ศึกษา (สอศ.) ที่ต้องหาทางให้บรรลุเป้าหมาย

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า หลังจากนี้คณะกรรมการสภาสถาบันแต่ละแห่ง จะต้องไปพิจารณาหลักสูตรที่ได้มีการยกร่างไว้แล้ว และนำเสนอต่อที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (บอร์ด กอศ.) ในวันที่ 10 เมษายนนี้ เพื่อให้ความเห็นชอบและเปิดรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ปีการศึกษา 2556 โดยปีแรกมีแผนที่จะเปิดรับปริญญาตรี 85 วิทยาลัยใน 19 สถาบัน จำนวน 16 สาขาวิชา วิทยาลัยแต่ละแห่ง รับแห่งละ 20 คน รวม 1,720 คน โดยแต่ละวิทยาลัยจะเปิดสอน 1 สาขาในวิชาที่ตนเองมีความพร้อมที่สุด ซึ่งการรับนักศึกษาจะเปิดรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จากทุกสังกัด แต่ไม่รับประกันว่าเด็กที่สมัครจะได้เรียนทุกคน เพราะจะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32276&Key=hotnews

เตรียมตัวอย่างไร ถ้าจะกลายเป็นชาวอาเซียน

ตอนนี้หากคนถามว่าอาเซียนคืออะไร แล้วทำหน้างง ๆ สงสัยจะต้องหลุดกระแส ยิ่งผู้นำประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาชูประเด็นการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ
http://bit.ly/Yclnyq

ภควัต สมิธธ์

ภควัต สมิธธ์

ทั้งโลกยิ่งตื่นเต้นกับคำว่า Change (เปลี่ยน) คลื่นความใหม่ของแนวคิดย่อโลกด้วย Cyber Network จึงทำให้คำว่า เปลี่ยน มีความชัดเจนมากขึ้น ประสบการณ์ท่องเที่ยวภาคเหนือของผม บ่งบอกว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการย่อโลกด้วยการติดต่อสื่อสารผ่านระบบสังคมออนไลน์ ทำให้ความเชื่อ ความคิด และพฤติกรรมของบุคคลเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ที่พบเห็น และได้สื่อสารกับคนในสังคมที่ต่างทั้งภาษาและวัฒนธรรม ลองนึกถึงเวลาไปเที่ยวดอยแล้วพบคนพูดสำเนียงชาวเขาที่สวมยีนส์ คู่กับรองเท้าผ้าใบยี่ห้อดังแบบนักบาสเกตบอล ก็เกิดความคิดที่ว่า เราไม่สามารถหยุดโลกได้ แต่เราจะใช้ประโยชน์อย่างไรกับการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น

การรวมกลุ่มของประเทศอาเซียนมีพื้นฐานแนวคิดมาจากการรวมกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป การใช้ค่าเงินเดียวกัน ข้อตกลงทางการค้าเดียวกัน การแลกเปลี่ยน เคลื่อนย้ายแรงงาน และการศึกษาแบบเสรี ฟังดูดีและมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เมื่อได้ยินบางกระแสที่ไม่เห็นด้วยกับการรวมอาเซียน โดยคิดไปว่าการรวมกลุ่มจะทำให้ประเทศไทยหายไป ภาษา วัฒนธรรม เอกลักษณ์จะโดนชาติที่เจริญอย่างสิงคโปร์กลืนความเป็นไทย ในทางกลับกันมองได้ว่า แนวคิดเรื่องอาเซียนไม่ได้ต้องการให้ทุกประเทศกลายเป็นประเทศเดียวกัน หากแต่มองเรื่องศักยภาพของแต่ละประเทศที่มีความแตกต่างกัน จะสามารถเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กันและกันได้ โดยเรียกพวกเราทั้งหมดว่าอาเซียน เป็นการแสดงความสัมพันธ์ในภูมิภาคว่า เรามีแนวทางการค้า การลงทุน การดำเนินชีวิตคล้ายคลึงกัน และเราจะช่วยกันดูแลผลประโยชน์ของภูมิภาคบนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ที่ยอมรับร่วมกัน

คนไทยมีหลายแนวคิด บ้างอนุรักษนิยม บ้างสมัยใหม่นิยม บางคนมีเพื่อนเยอะแต่กลับไม่ถูกคอกับคนข้างบ้าน เราชอบแข่งกับคนข้างบ้านแต่ญาติดีกับคนที่อื่น ถ้าเขาซื้อรถใหม่เราจะอารมณ์เสีย แล้วเวลาโจรจะปล้นบ้าน หรือในยามเจ็บป่วย คนที่ไหนจะช่วยเรา ผมอยากให้เราลองมองย้อนไปในอดีตว่า ความคล้ายคลึงของพวกเราชาวอาเซียนมีมากมาย เรากินข้าว เราเคารพผู้ใหญ่ เราเก่งเกษตรกรรม เราเด่นศิลปะ เราอุดมสมบูรณ์ ส่วนความขัดแย้งที่ผ่านมาไม่ได้เกิดโดยประชาชนของประเทศนั้นๆ เพียงแต่เป็นเรื่องของโอกาสทางการเมือง การปกครอง แนวคิดของผู้นำ การขยายดินแดน ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานของการอยู่รอดแบบสมัยอดีต แต่ปัจจุบันเรารู้จักกัน เราสื่อสารกัน เราค้าขายกัน เราสามารถใช้ประโยชน์จากความคล้ายคลึงให้เป็นจุดแข็งในการต่อสู้ทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคอื่น เช่น การทำให้อาเซียนเป็นฐานการผลิตอาหารและการเกษตรของโลก เพราะเราปลูกข้าว เรามีพืชผักผลไม้ อาหารทะเล สมุนไพรที่มีประโยชน์ เรามีฝีมือ นอกจากนั้นชาวอาเซียนมีอุปนิสัยเป็นมิตร ชอบต้อนรับ เราสามารถเป็นฐานการท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบที่ทำรายได้มหาศาลในแต่ละปี

ประชาชนของทุกประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องปรับตัวปรับใจ เพื่อยินยอมเป็นสมาชิกที่แท้จริงของอาเซียน ไม่ใช่แค่พูดถึงแล้วผ่านไป ต้องสร้างความรู้สึกการเป็นเจ้าของร่วมกัน ประมาณว่าร่วมกันเป็นหุ้นส่วน ชาวอาเซียนต้องฝึกฝนตนเองในการรับรู้ข่าวสารประเทศเพื่อนบ้าน ฝึกการใช้ภาษาอังกฤษอย่างน้อยก็ฝึกอ่านข่าวสั้นๆ จากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ยอมรับในความเป็นตัวตนของกันและกัน รับฟังความคิดเห็น แลกเปลี่ยนภูมิปัญญา และเลิกเปรียบเทียบให้เกิดปมด้อย แต่จะต้องช่วยกันยกระดับความรู้ ความคิด ค่านิยม ในการสร้างความเจริญและความมั่นคงของภูมิภาค

จากที่เห็นทุกมหาวิทยาลัยเปิดโปรแกรมการเรียนเพื่อป้อนความต้องการของตลาดอาเซียน การส่งนักศึกษาไปฝึกงานกับมืออาชีพ เพื่อให้เกิดความชำนาญก่อนสำเร็จการศึกษา และการเปิดรับนักศึกษาจากอาเซียนเข้ามาเรียน ทำให้บรรยากาศความร่วมมือดูมีชีวิตชีวาและมีความเป็นสากลมากขึ้น เราลองหันมาเรียนภาษาประเทศเพื่อนบ้านเป็นภาษาที่สาม ซึ่งยังมีผู้ที่ชำนาญจำนวนไม่มากก็จะดูดีมีเสน่ห์อยู่ไม่น้อย น้องๆ รุ่นใหม่ จะต้องวางแผนในการเลือกสาขาที่จะเรียนให้สอดคล้องกับอนาคตในสาขาที่ขาดแคลน เช่น แพทย์แขนงต่างๆ วิศวกรรมปิโตรเลียมและเคมี บัญชีและการเงิน สาธารณสุข หรือสาขาที่จำเป็นต่อตลาดธุรกิจอินเตอร์ เช่น นิเทศศาสตร์ คอมพิวเตอร์ บริหารธุรกิจระหว่างประเทศ มัลติมีเดีย สถาปนิกและออกแบบ การโรงแรมและท่องเที่ยว แต่ที่สำคัญไม่ว่าจะเลือกเรียนสาขาใด ก็จำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของภูมิภาคอาเซียนว่ายังคงมีกรอบวัฒนธรรมดั้งเดิมอยู่ หากเราเรียนรู้ การต้อนรับ การทักทาย การแสดงความเคารพซึ่งหมายถึงการยอมรับและการรับฟังผู้อื่น ก็จะเพิ่มความราบรื่นในการผูกมิตร

asean

asean

เมื่อก่อนเวลาเห็นคนที่ทำตัวเชยๆ เรามักจะเรียกเขาว่ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ในทางกลับกัน ถ้าเราล้าหลังกว่าใครในอาเซียนก็จะตกที่นั่งลำบากแบบเดียวกัน อย่างไรก็ตาม รวมกันเป็นกลุ่มก็ยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่ง คิดดูสิขนาดซุปเปอร์ฮีโร่ยังต้องทำงานเป็นทีม

โดย : ภควัต สมิธธ์
http://www.ประเทศอาเซียน.com

http://blog.nation.ac.th/?p=2534

จำนวนครู น่าเป็นห่วงมากกว่าคุณภาพการสอน 0 คน

zero teacher in school

zero teacher in school

พบข้อมูลจำนวนครูต่อโรงเรียน แล้วรู้สึกน่าเป็นห่วงมี 2 กรณี
กรณีแรกที่เข้าข่ายน่าเป็นห่วงมาก คือ ทั้งโรงเรียนมีครู 1 คน
กรณีที่สองที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ ทั้งโรงเรียนมีครู 0 คน

จากข่าววิชาการเรื่อง “ปัญหาการศึกษาไทยถอยหลังลงคลอง ชี้การเรียนการสอนด้อย-ขาดจิตสำนึก” ที่  ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในระหว่างเป็นประธานเปิดการสัมมนารับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะกลุ่มเป้าหมายครูเพื่อสังคม
ในหัวข้อเรื่อง”บทบาทของครูต่อการศึกษา สังคมและประเทศชาติ
ชี้ว่า ปัญหาของการศึกษาไทยในขณะนี้มีอยู่ 3 เรื่อง
1. ปัญหาการขาดความรับผิดชอบของครู ทั้งที่มีการให้งบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท หรือแม้แต่การเพิ่มเงินเดือนครูให้มากขึ้น แต่กลับปรากฏว่าการเรียนการสอนไม่ดีขึ้น และส่งผลให้สัมฤทธิ์ผลทางการเรียนไม่ปรากฏ
2. ปัญหาความแตกต่างทางการศึกษา จากอัตราครูที่สูงขึ้น เงินเดือนที่สูงขึ้น มีผู้บริหารจำนวนมากขึ้น แต่การศึกษากลับถดถอยไม่มีความก้าวหน้า
3. เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรงระหว่างโรงเรียนในเมืองหลวง เมืองใหญ่ และชนบท ซึ่งปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ใช่ เพราะระบบการเมืองที่ล้มลุกคลุกคลาน ไม่เข้มแข็ง ไม่มั่นคง แต่ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนที่มีการจัดการเรียนการสอนไม่มีประสิทธิภาพ
บรรทัดสุดท้ายชี้ว่า
ขณะนี้มีโรงเรียนอีกหลายพันแห่งที่มีครูคนเดียว แต่ต้องสอนนักเรียนทั้งโรงเรียน

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151501840442272&set=a.423083752271.195205.350024507271
http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32209&Key=hotnews
http://202.143.169.168/emis/table_school.php?areaid=50

ข้อมูล สถิติด้านการศึกษา

ข้อมูลสถิติด้านการศึกษาฉบับย่อ เป็นข้อมูลสถิติพื้นฐานที่ได้สำรวจและจัดเก็บ ณ วันที่ 10 มิถุนายนของทุกปีการศึกษา และได้จำแนกเป็นข้อมูลพื้นฐานทางการศึกษาของการศึกษาทุกระดับและทุกสังกัด นำเสนอผ่านตารางข้อมูลพื้นฐาน และในลักษณะแผนภูมิเปรียบเทียบถึงความ สัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม/ประเภทข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการตัดสินใจและการบริหารจัดการในภารกิจต่างๆ ของผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารการศึกษาทุกระดับรวมถึงผู้สนใจและองค์กรทั้งภาครัฐ/เอกชนที่อยู่ทั้งในและนอกประเทศ อาทิ จำนวนนักเรียน นักศึกษา จำแนกรายชั้น รายจังหวัด  จำนวนนักเรียน นักศึกษา จำแนกรายชั้น รายสังกัด  จำนวนนักเรียน นักศึกษา จำแนกรายสังกัด รายจังหวัด

data statistic

data statistic

http://www.moe.go.th/data_stat/

สถิติจำนวนนักเรียนในแต่ละโรงเรียน

ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(Office of the basic education commission department operation center)

ได้จัดทำสรุปรายงานข้อมูลจาก data on web ได้ละเอียด มีระบบช่วยค้นหาโรงเรียน มีเมนูสำหรับโรงเรียน ได้แก่  1) คำอธิบายการกรอกข้อมูล 2) สำหรับเขตพื้นที่การศึกษา 3) กรอกข้อมูลโรงเรียนรัฐบาล 4) กรอกข้อมูลโรงเรียนเอกชน 5) รายงานข้อมูลโรงเรียนรัฐบาล 6) รายงานข้อมูลโรงเรียนเอกชน 7) ตรวจสอบการส่งข้อมูล 8) สรุปการรายงานข้อมูล ซึ่งข้อมูลหนึ่งที่ลองเข้าไปดู คือ สรุปภาพรวมโรงเรียนทุกสังกัด จำนวนนักเรียน และจำนวนห้องเรียน

information eis

information eis

http://doc.obec.go.th/doc/web_doc/information_eis.htm

ปี 2554 ประเทศมีอัตราส่วนครู 20 ต่อ 1

student and teacher 2554

student and teacher 2554

ข้อมูลจำนวนครู จำนวนอาจารย์ และผู้สอนในปีการศึกษา 2554
ณ วันที่ 4 กันยายน 2555
พบว่า ประเทศไทยมีครู/คณาจารย์/ผู้สอน
จำนวน 696,231 คน ดูแลนักเรียน นิสิต นักศึกษา จำนวน 13,954,735 คน
คิดเป็นนักเรียน 20.04 คนต่อครูหนึ่งคน
http://www.moc.moe.go.th/ViewContent.aspx?ID=4281

ปฏิรูปบทบาทเด็กไทย พัฒนาอย่างไรสู่ ‘อาเซียน’

27 มีนาคม 2556

พลาดิศัย จันทรทัต

ด้วยตระหนักถึงความสำคัญในภารกิจพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนไทย ควบคู่กับการฉลองครบรอบการก่อตั้ง 15 ปี “สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว” ม.มหิดล จึงจัดการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 2 เรื่อง “การพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนสู่ประชาคมอาเซียน” เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

การประชุมในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากภาคีด้านสังคมอย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มาร่วมสร้างภูมิคุ้มกันให้ ‘เด็กไทย’ ได้มีความพร้อมและคุณสมบัติที่เพียงพอต่อการเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียน ซึ่งเหลือเวลาไม่ถึง 2 ปีนับจากนี้
เพื่อกะเทาะโจทย์ต่างๆ ให้เห็นถึงแก่น เจ้าภาพจึงแบ่งประเด็นเสวนาออกเป็น 6 ห้องย่อย ให้ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเด็กและเยาวชน ด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านแพทยศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ หรือด้านพฤติกรรมศาสตร์ ได้ปล่อยของ และร่วมถกกรณีศึกษา รวมถึงเปิดรับข้อคิดข้อเสนอ ตลอดจนบทความวิจัยจากผู้ร่วมงาน

ประกอบด้วย ห้องการพัฒนาศักยภาพของสมอง และการรู้คิดของเด็กไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ห้องการพัฒนาศักยภาพด้านอารมณ์ คุณธรรม จริยธรรมของเด็กไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ห้องการพัฒนาศักยภาพด้านสังคม วัฒนธรรมของเด็กไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน
ห้องบทบาทของการศึกษา ต่อการพัฒนาศักยภาพเด็กไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ห้องบทบาทของสื่อและเทคโนโลยี ต่อการพัฒนาศักยภาพเด็กไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน และห้องการพัฒนาศักยภาพเด็กด้อยโอกาส เด็กชายขอบ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน

สำหรับเวทีบท บาทการศึกษานั้น ‘ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์’ นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ หน.กลุ่มที่ปรึกษา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่ง มองว่าประเทศไทยมีต้นทุนด้านภาษา และวัฒนธรรม เพราะภูมิประเทศตั้งอยู่ใจกลางนานาประเทศ ทั้งพม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ไม่เว้นแม้กระทั่งพี่บิ๊ก อย่างจีน
ดังนั้นเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีพรมแดนติดกับเพื่อนบ้าน จึงมีต้นทุนทางด้านภาษา เช่น ภาคใต้พูดภาษามลายู ภาคเหนือพูดภาษาไทยใหญ่ ภาษาพม่า ภาคอีสานพูดภาษาลาว ภาษากัมพูชาได้

ในส่วนของการศึกษานั้น ถึงจะอยู่ในระดับปานกลางหากเทียบกับชาติสมาชิกที่เหลือ แต่ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของประเทศ หากเราดึงตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จของแต่ละประเทศ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่การศึกษาไทยจะถีบตัวไปถึงระดับต้นๆ ได้
ส่วนสิ่งที่เป็นจุดอ่อนสำหรับการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยนั้น คุณหมอชี้ว่าคือความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมต้องการให้เด็กมีให้เด็กเป็น ฉะนั้นครูควรส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมเสริมหลักสูตรให้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ หรือเรียนรู้จากชุมนุมชมรมต่างๆ เพราะจะเกิดประโยชน์กับตัวเด็กในด้านการคิดวิเคราะห์ ที่นอกเหนือจากกรอบการเรียนรู้ในชั้นเรียนอย่างมหาศาล

นอกจากนี้เด็กไทยต้องมี Self Learning หรือการสร้างโอกาสให้ตัวเอง โดยเฉพาะทักษะการอ่าน ทักษะการใช้ไอที ตลอดจนพฤติกรรมของผู้ปกครอง หรือParent Support Learning ก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเด็กอนุบาลไปจนถึงประถมศึกษา จำเป็นต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับผู้ปกครอง เช่น ช่วยลูกทำการบ้าน หรือเข้าเว็บไซต์ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ใช่ส่งลูกไปเรียนพิเศษอย่างในปัจจุบัน
“สิ่งสำคัญอีกประการคือการเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งเด็กไทยครองแชมป์การใช้เพื่อบันเทิงเป็นหลัก หากไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ เด็กไทยวัยก่อนเรียน วัยเรียน และวัยรุ่นจะได้รับบาป 12 ประการ วัยก่อนเรียนจะสมาธิเสีย ทักษะสังคมไม่พัฒนา และการเรียนรู้ต่ำ เด็กวัยเรียนจะอ้วน เสพติดความรุนแรง ติดเกม และวินัยรวมทั้งการเรียนเสีย ส่วนวัยรุ่นจะค่านิยมพฤติกรรมทางเพศเสีย ค่านิยมการบริโภคเปลี่ยน มีพฤติกรรมรังแกและล่อลวงทางอินเตอร์เน็ต และสุดท้ายคือติดอินเตอร์เน็ต” หมอยงยุทธกล่าว

ก่อนแนะนำปิดท้ายว่า ผู้ปกครองจำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกผ่านหลักการง่ายๆ คือ 3 ต้อง ได้แก่ ต้องกำหนดโปรแกรมที่จะเล่น ต้องกำหนดเวลา และต้องใช้เวลาร่วมกันในการใช้อินเตอร์ เน็ต และ 3 ไม่ คือ ไม่มีอินเตอร์เน็ตในห้องนอนลูก ไม่เป็นแบบอย่างที่ผิดในการเล่นอินเตอร์เน็ต และไม่ใช้อินเตอร์เน็ตในเวลาครอบครัว
ด้าน อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดการประชุม ตอนหนึ่งว่า หากพูดถึงระบบการศึกษาไทย ยังมีสองสิ่งที่ไทยไม่เคยทำอย่างจริงจัง นั่นก็คือ การปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน และคุณภาพของครู

“ครูต้องปรับเปลี่ยนจากสอนทั้งชั่วโมง โดยให้เด็กก้มหน้าก้มตาจดอย่างเดียว มาเป็นสอนน้อยลงและเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น ผิดถูกไม่สำคัญ เพราะประโยชน์คือเด็กได้คิดวิเคราะห์ โดยที่ครูสามารถสรุปสาระในท้ายชั่วโมงได้”

หวังว่าข้อคิดดีๆ และบทสรุปที่ได้จากการประชุมในครั้งนี้ จะนำไปสู่หนทางการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อให้การพัฒนาต่อยอดงานวิจัย หรือผลักดันไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่นำร่อง ตลอดจนทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่จับต้องได้ เกิดขึ้นจริงในสังคมนี้

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 28 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32267&Key=hotnews

มติ อ.ก.ค.ศ. เยียวยา ผอ.บ้านบาโง บรรจุญาติเป็นครูผู้ช่วยอิงเกณฑ์เหยื่อไฟใต้

27 มีนาคม 2556

นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึงมาตรการเยียวยาครอบครัวครูที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่พัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีนายนิวัตร นาคะเวช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมศาสตร์ ครุสภา เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีมติบรรจุ น.ส.ปทุมทิพย์ ช่วยแก้ว ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องสาวแท้ๆ ของน.ส.ตติยรัตน์ ช่วยแก้ว ข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบาโง ตำบลปานัน อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ที่ถูกคนร้ายก่อเหตุอุกอาจบุกเข้าไปยิงเสียชีวิตพร้อมนายสมศักดิ์ ขวัญมา ครูประจำชั้นของโรงเรียนคาโรงอาหาร เมื่อเดือน ธ.ค. 2555 ให้ได้บรรจุเป็นข้าราชการครูตำแหน่งครูผู้ช่วยในพื้นที่บ้านเกิด

รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า เนื่องจากน.ส.ตติยรัตน์ มีพื้นเพอาศัยอยู่ในตำบลคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ดังนั้น อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่พัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงมีมติให้บรรจุเป็นครูผู้ช่วยในสถานศึกษาในตำบลคูขุด ส่วนจะเป็นสถานศึกษาไหนนั้น ขณะนี้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) กำลังดำเนินการจัดหาสถานศึกษารองรับอยู่ สำหรับมติที่ประชุมในครั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การเยียวยาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่จะต้องดูแลญาติของผู้เสียชีวิตคนหนึ่งให้ได้บรรจุเข้ารับราชการ ซึ่งกรณีนี้สืบเนื่องจากน.ส.ตติยรัตน์ ครองสถานภาพโสดไม่มีบุตร ขณะที่น.ส.ปทุมทิพย์เองก็มีสถานะเป็นลูกจ้างเท่านั้น ดังนั้น ทางครอบครัวจึงขอให้บรรจุน.ส.ปทุมทิพย์เป็นครูแทน เพื่อให้สามารถดูแลมารดาที่อายุมากแล้วได้

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 28 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32269&Key=hotnews

วิจัยพบเนื้อหาแท็บเล็ตไม่หนุนการสอน

27 มีนาคม 2556

ตัวชี้วัดหลักสูตรเคร่งบูรณาการยาก จี้ ศธ.ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี

นายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง นักวิจัยโครงการวิจัยยุทธศาสตร์การปฏิรูป การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อสร้างความรับผิดชอบ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า จากการวิจัยโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาแกนกลางของนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า เนื้อหาหลักสูตรแกนกลางปีการศึกษา 2551 ที่จัดทำขึ้นล่าสุดนั้น มีการสอดแทรกแนวคิดการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เข้าไปมากขึ้น แต่ตัวชี้วัดและเกณฑ์การประเมินผลตามตัวชี้วัดในมาตรฐานการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มมีความละเอียดและซ้ำซ้อน ส่งผลให้เนื้อหาหลักสูตรที่เรียนในแต่ละโรงเรียนไม่แตกต่างกัน เพราะจะต้องปฏิบัติตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เช่น วิชาภาษาอังกฤษ ชั้น ป.1-6 ยังอยู่ที่เรื่องการแนะนำ แสดงให้เห็นว่าความซ้ำซ้อนของเนื้อหาว่ามีค่อนข้างมาก ทั้งตัวชี้วัดก็มีความละเอียดมาก ทำให้การสอนเชิงบูรณาการทำได้ยาก

“โครงสร้างชั่วโมงเรียนของเด็กไทย พบว่า เด็กประถมเรียนไม่เกิน 1,000 ชั่วโมง ม.ต้นไม่เกิน 1,200 ชั่วโมง ม.ปลาย ไม่น้อยกว่า 3,600 ชั่วโมง เทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว มีชั่วโมงเรียนเฉลี่ยของนักเรียนอยู่ที่ประมาณ 700-800 ชั่วโมงต่อปีเท่านั้น ดังนั้น นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่จะให้ลดชั่วโมงเรียนของเด็ก จำเป็นต้องพิจารณาเนื้อหาและวิธีการสอนของครูด้วยว่าควรปฏิบัติอย่างไร โดยอาจเน้นเฉพาะการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นจากการเรียนในแต่ละวิชา ควบคู่กับการสอนผ่านโครงงานเพื่อให้เด็กฝึกปฏิบัติจริง และสามารถใช้เวลาในการเรียนรู้นอกห้องเรียนได้มากขึ้น” นายวรพจน์กล่าวและว่า สำหรับเนื้อหาการเรียนผ่านแท็บเล็ตพบว่า การใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนยังทำได้ไม่ดี เนื้อหาเน้นการแปลงจากหนังสือเรียนมาเป็นไฟล์พีดีเอฟ ดังนั้น ศธ.ควรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เช่น เทคนิคเสมือนจริง เพื่อเรียนรู้แผ่นดินไหว ซึ่งเด็กจะเห็นภาพ 3 มิติ หรือภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32266&Key=hotnews