เครือข่ายการศึกษาเตรียมยื่น 4 ข้อเสนอปฏิรูปการศึกษาไทย

26 เมษายน 2556

เครือข่ายการศึกษา เตรียมยื่น 4 ข้อเสนอปฏิรูปการศึกษาไทย “ศ.ระพี” ชี้การปฏิรูปการศึกษาคือการปฏิรูปจิตใต้สำนึกของมนุษย์

วานนี้ (25 เม.ย.) ศ.ระพี สาคริก นายกสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย เปิดเผยว่า จากการที่ตนได้เข้าร่วมประชุมระดมความคิดเห็น การขับเคลื่อนข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษา จากเครือข่ายด้านการศึกษากว่า 400 แห่งทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอในงานสมัชชาปฏิรูประดับชาติครั้งที่ 3 ของสำนักงานปฏิรูปร่วมกับสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทยที่โรงเรียนรุ่งอรุณ เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ให้ความเห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาไทย คือ การปฏิรูปจิตใต้สำนึกของมนุษย์ เช่น การเป็นคนดี การรู้จักช่วยเหลือสังคม เป็นต้น ที่สำคัญเราต้องปฏิรูปให้เด็กของเรา สามารถรับผิดชอบตนเอง และเป็นผู้ที่คอยศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเอง เพราะครูจริงๆแล้วอยู่ที่ตัวเรา หากเราเน้นปฏิรูปใจเราเองให้ได้ จะทำให้การศึกษาทุกเรื่องทำได้สำเร็จ

นายชัชวาล ทองดีเลิศ เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย กล่าวว่า ข้อเสนอจากเวทีปฏิรูปประเทศไทยด้านการศึกษาได้ข้อสรุปร่วมกัน 4 ข้อ ประกอบด้วย

1.การจัดการศึกษาให้มีคุณภาพอย่างแท้จริงนั้น ต้องมีหน่วยงานที่รองรับการจัดการศึกษาที่หลากหลาย สอดคล้องกับศักยภาพของเด็กแต่ละคนและสภาพจริงของพื้นที่ เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนรู้ มาตรฐานและการวัดผลที่หลากหลาย สอดคล้องกับศักยภาพของเด็กและสภาพจริงของพื้นที่

2.ต้องมีระบบสนับสนุนที่ชัดเจน ทั้งทางด้านวิชาการ งบประมาณและการลดหย่อนภาษี

3.ต้องมี พ.ร.บ. การศึกษาทางเลือกตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตร 12 และ

4.การฟ้องศาลปกครองการละเมิดสิทธิกรณีการยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กและการละเลยการปฏิบัติหน้าที่กรณีการไม่จ่ายงบประมาณรายหัวกับเด็กเรียนที่บ้าน ต้องสามารถทำได้และเกิดผลได้จริง ซึ่งข้อสรุปดังกล่าว ทางสมาคมการศึกษาทางเลือกไทย จะนำเสนอสู่เวทีสมัชาปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย. 2556 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32528&Key=hotnews

สอบครูผู้ช่วยส่อทุจริตชัด ก.ค.ศ.ให้สอบใหม่ 509 คน

26 เมษายน 2556

ก.ค.ศ. มั่นใจสอบครูผู้ช่วยมีทุจริตแน่ ตัดสินใจให้ 509 คนที่ทำคะแนนสูงเว่อร์เข้าสอบใหม่ ก่อนส่งข้อมูลให้อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯสอยออกจากราชการ

วานนี้(25เม.ย.)นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาว่า ที่ประชุมได้พิจารณากรณีทุจริตสอบครูผู้ช่วย โดยเชิญคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่มี นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการศธ. เป็นประธาน , ตัวแทนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และ ดร.ชอบ ลีซอ อดีตนักวิชาการเชี่ยวชาญด้านการสอบวัดผลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (สพฐ.) มาร่วมพิจารณาคะแนนสอบของผู้ที่ทำคะแนนสอบได้เกิน 90 % หรือ 180 คะแนน จำนวน 509 คน ซึ่งพบข้อมูลบ่งชี้ชัดว่าเฉลยข้อสอบรั่วออกไปจริง

“ ข้อสอบวิชาหลักข้อหนึ่ง มีคำตอบถูก 3 ข้อ แต่กรรมการจัดพิมพ์ข้อสอบเห็นความผิดพลาดนี้ก่อน จึงจัดการเปลี่ยนโจทย์ข้อสอบข้อดังกล่าวเพื่อให้มีคำตอบข้อเดียว จึงส่งผลให้คำตอบที่ถูกต้องเปลี่ยนไปจากข้อเดิม แต่ปรากฎว่าในจำนวนกลุ่ม 509 คนนั้น ทำข้อสอบข้อนี้ผิดถึง 344 คน ทั้งๆที่ข้อสอบข้อนี้ไม่ได้ยาก ตรงนี้เป็นตัวบ่งชี้ว่า มีการนำเฉลยข้อสอบออกไปเปิดเผยก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังพบพิรุธอื่นๆที่บ่งชี้ในทิศทางเดียวกัน เช่น ผู้เข้าสอบบางรายใช้เวลาทำข้อสอบเพียง 10 นาทีและหลับในห้องสอบแต่กลับได้คะแนนเต็มในวิชานั้น รวมถึงมีการยึดยางลบเฉลยข้อสอบได้ด้วย “นายพงศ์เทพ กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า จากผลการสอบสวนดังกล่าว ที่ประชุม ก.ค.ศ. จึงมีมติให้ส่งข้อมูลไปให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.)เขตพื้นที่การศึกษา ใช้ประกอบการสอบสวน โดยให้ อ.ก.ค.ศ.ไปดึงข้อมูลผลการเรียน และผลการสอบประเภทอื่นๆของบุคคลเหล่านั้นมาเปรียบเทียบด้วย และที่สำคัญจะมีการนำผู้ที่ได้คะแนนสูงเป็นพิเศษทั้ง 509 คนมาเข้ารับการทดสอบอีกครั้ง เพื่อดูว่ายังทำข้อสอบได้ดีอย่างเหลือเชื่อเหมือนเดิมอีกหรือไม่ ซึ่งผลการทดสอบใหม่จะเป็นหลักฐานบ่งชี้ที่มีน้ำหนักมากขึ้นว่าใครทำข้อสอบได้ด้วยความสามารถของตนเอง และใครไม่ได้ทำเอง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างวางระบบทดสอบให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครมีโอกาสรู้ข้อสอบได้ก่อนอีก

นายพงศ์เทพ กล่าวอีกว่า เมื่อผลการทดสอบดังกล่าว พร้อมผลการสอบสวนอื่น ๆ ออกมาแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ต้องหาทางดำเนินการเอาผู้ที่โกงการสอบและได้บรรจุเป็นครูไปแล้วออกจากราชการ ส่วนการจัดการกับผู้นำข้อสอบออกมานั้น เป็นหน้าที่ของดีเอสไอซึ่งรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษแล้ว

ด้านนายพิษณุ กล่าวว่า ข้อสอบที่มีปัญหาคือข้อที่ 34 ซึ่งเฉลยข้อสอบเดิมเป็นข้อ ก แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโจทย์แล้วข้อที่ถูกต้องเปลี่ยนเป็นข้อ ข ขณะเดียวกันดร.ชอบ ได้วิเคราะห์แล้วว่ามีความยากง่ายอยู่ที่ 71 % เท่ากับว่าผู้เข้าสอบ 100 คนมีโอกาสตอบถูก 71 คน แต่ในกลุม 509 คนกลับตอบผิดถึง 344 คน ดังนั้นจึงมั่นใจได้เลยว่ามีการลักเฉลยข้อสอบออกไปก่อนการจัดพิมพ์ข้อสอบ

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32527&Key=hotnews

มหา’ลัยไม่รับออกข้อสอบคัดเลือกครูผู้ช่วย

26 เมษายน 2556

ก.ค.ศ.เป็นห่วงเขตพื้นที่การศึกษาเจอปัญหาไม่มีสถาบันอุดมศึกษารับออกข้อสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยรอบใหม่ให้ กำชับเขตที่มีปัญหาปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การจัดสอบไม่ได้ ต้องแจ้งก.ค.ศ.ภายใน 3 พ.ค.นี้

วานนี้ (25 เม.ย.)  นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวถึงการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ประจำปี 2556 ที่กำหนดให้เขตพื้นที่การศึกษารวมกันจัดสอบตามกลุ่มเขตตรวจราชการ 12 เขต และให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นผู้ออกข้อสอบแข่งขันให้แทนการใช้ข้อสอบชุดเดียวกันทั้งประเทศว่า ขณะนี้เท่าที่ทราบจะมีเพียงเรื่องของการออกข้อสอบที่บางพื้นที่ได้ไปติดต่อสถาบันอุดมศึกษาแล้วแต่ไม่รับทำให้ เพราะอาจจะไม่สะดวกในการดำเนินการ ดังนั้นอาจจะพิจารณาให้เขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการออกข้อสอบเองได้ แต่ทั้งหมดนี้ต้องมีเหตุและผลขึ้นอยู่กับการอนุมัติของที่ประชุม ก.ค.ศ.

“หากคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาใดที่เปิดสอบครูผู้ช่วยรอบใหม่ไม่สามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ได้จะต้องแจ้งเหตุผลและความจำเป็นมาที่สำนักงานก.ค.ศ.ภายในวันที่ 3 พฤษภาคม เพื่อจะได้รวบรวมเข้าพิจารณาในที่ประชุม ก.ค.ศ. ครั้งต่อไป” เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าว

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32526&Key=hotnews

‘พงศ์เทพ’ ลั่นกู้ชื่อเสียงศธ.ทุกฝ่ายร่วมมือ

26 เมษายน 2556

“พงศ์เทพ”ฝากทุกฝ่ายกรณีการสอบครูผู้ช่วย ดูแลให้เกิดความโปร่งใส กู้ชื่อเสียงศธ.กลับคืนขึ้นกับความร่วมมือทุกฝ่าย

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ศึกษาธิการ มอบนโยบายในการประชุมสัมมนาเรื่องการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับเป็นข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย โดยมีผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สถาบันการพลศึกษา วิทยาลัยชุมชน สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษา รวมทั้งผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคลจากทั่วประเทศ กว่า 500 คน เข้าร่วมประชุมว่า การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับเป็นข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย การสอบบรรจุครูผู้ช่วยซึ่งกำลังจะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ นั้น มีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นกระบวนการคัดคนมาเป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ ที่สำคัญ การสอบบรรจุข้าราชการครูครั้งนี้ เป็นการจัดสอบครั้งล่าสุดนับจากเกิดกรณีทุจริตสอบครูผู้ช่วยซึ่งกำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ เพราะฉะนั้น จะต้องช่วยกันทำให้การสอบบรรจุข้าราชการครูกลับมาได้รับการยอมรับเชื่อมั่นจากสังคมอีกครั้ง

“ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.) หรือเขตพื้นที่การศึกษา จะต้องช่วยกับดูแลการสอบบรรจุข้าราชการครูครั้งนี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความโปร่งมใส เป็นธรรม ไม่เกิดการทุจริจสอบขึ้น ให้สังคมเกิดการยอมรับกระทรวงศึกษาธิการ จริง ๆ แล้ว กระทรวงศึกษาธิการ หน้าที่ในการสร้างคน ถ้าคนที่สร้างออกไปมีคุณธรรม จริยธรรม ไม่ทุจริต สังคมก็จะดีตาม กระบวนการในการคัดเลือกบุคคลมาเป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ทำหน้าที่สร้างคนจึงมีความสำคัญ เพราะฉะนั้น การสอบบรรจุครูจะต้องทำให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า ไม่มีการทุจริต ไม่มีกรโกงข้อสอบ ไม่มีใครรู้ข้อสอบก่อน มิฉะนั้นแล้ว เราก็จะได้แม่พิมพ์พ่อพิมพ์ที่บิดเบี้ยว ไม่สามารถสร้างคนอย่างที่เราหวังได้”

นายพงศ์เทพ กล่าวต่อว่า อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันสอดส่องดูแลด้วย ถ้าระแคะระคายรู้อะไรมาให้รีบแจ้งมาที่ สพฐ. สำนักรัฐมนตรี หรือแม่ทั่งตน และนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษิการ ทั้งนี้ เพราะกรณีทุจริตการสอบครูผู้ช่วยที่เกิดขึ้นนั้น จริงแล้ว น่าจะรู้ตัวล่วงหน้าก่อนเพราะเรื่องเกิดในหลายพื้นที่ มีการเรียนคนไปติว น่าจะได้ระแคะระคายก่อนพอสมควร เพราะฉะนั้น การสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ จึงอยากให้ช่วยกันสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิด

“ขณะเดียวกัน การสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ ให้เขตพื้นที่การศึกษารวมกลั่มกันจัดสอบเอง โดยให้ประสานสถาบันการศึกษาในพื้นที่ช่วยออกข้อสอบให้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการสอบ ให้ผู้เข้าสอบเกิดความมั่นใจ เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญสุด คือ การเลือกสถานบันการศึกษาที่จะมาทำหน้าที่ออกข้อสอบ เพราะสถาบันการศึกษาก็มีหลากหลาย จึงต้องออกสถาบันการศึกษาที่เชื่อถือได้ สามารถออกข้อสอบได้ดี ตรงไปตรงมา ไม่ทำให้การสอบมีปัญหา ไม่ทำให้ผู้เข้าสอบบางคนอยู่ในฐานะได้เปรียบ”นายพงศ์เทพ กล่าวและย้ำว่า การสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ จะแก้ตัวได้สำเร็จ ให้สังคมกลับมาเกิดความเชื่อถือได้หรือไม่ จะกู้ชื่อเสียงกระทรวงศึกษาธิการกลับมาได้หรือไม่ อยู่ที่ความร่วมมือของทุกฝ่าย

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32525&Key=hotnews

‘พงศ์เทพ’ ลั่นกู้ชื่อเสียงศธ.ทุกฝ่ายร่วมมือ

26 เมษายน 2556

“พงศ์เทพ”ฝากทุกฝ่ายกรณีการสอบครูผู้ช่วย ดูแลให้เกิดความโปร่งใส กู้ชื่อเสียงศธ.กลับคืนขึ้นกับความร่วมมือทุกฝ่าย

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ศึกษาธิการ มอบนโยบายในการประชุมสัมมนาเรื่องการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับเป็นข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย โดยมีผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สถาบันการพลศึกษา วิทยาลัยชุมชน สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษา รวมทั้งผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคลจากทั่วประเทศ กว่า 500 คน เข้าร่วมประชุมว่า การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับเป็นข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย การสอบบรรจุครูผู้ช่วยซึ่งกำลังจะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ นั้น มีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นกระบวนการคัดคนมาเป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ ที่สำคัญ การสอบบรรจุข้าราชการครูครั้งนี้ เป็นการจัดสอบครั้งล่าสุดนับจากเกิดกรณีทุจริตสอบครูผู้ช่วยซึ่งกำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ เพราะฉะนั้น จะต้องช่วยกันทำให้การสอบบรรจุข้าราชการครูกลับมาได้รับการยอมรับเชื่อมั่นจากสังคมอีกครั้ง

“ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.) หรือเขตพื้นที่การศึกษา จะต้องช่วยกับดูแลการสอบบรรจุข้าราชการครูครั้งนี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความโปร่งมใส เป็นธรรม ไม่เกิดการทุจริจสอบขึ้น ให้สังคมเกิดการยอมรับกระทรวงศึกษาธิการ จริง ๆ แล้ว กระทรวงศึกษาธิการ หน้าที่ในการสร้างคน ถ้าคนที่สร้างออกไปมีคุณธรรม จริยธรรม ไม่ทุจริต สังคมก็จะดีตาม กระบวนการในการคัดเลือกบุคคลมาเป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ทำหน้าที่สร้างคนจึงมีความสำคัญ เพราะฉะนั้น การสอบบรรจุครูจะต้องทำให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า ไม่มีการทุจริต ไม่มีกรโกงข้อสอบ ไม่มีใครรู้ข้อสอบก่อน มิฉะนั้นแล้ว เราก็จะได้แม่พิมพ์พ่อพิมพ์ที่บิดเบี้ยว ไม่สามารถสร้างคนอย่างที่เราหวังได้”

นายพงศ์เทพ กล่าวต่อว่า อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันสอดส่องดูแลด้วย ถ้าระแคะระคายรู้อะไรมาให้รีบแจ้งมาที่ สพฐ. สำนักรัฐมนตรี หรือแม่ทั่งตน และนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษิการ ทั้งนี้ เพราะกรณีทุจริตการสอบครูผู้ช่วยที่เกิดขึ้นนั้น จริงแล้ว น่าจะรู้ตัวล่วงหน้าก่อนเพราะเรื่องเกิดในหลายพื้นที่ มีการเรียนคนไปติว น่าจะได้ระแคะระคายก่อนพอสมควร เพราะฉะนั้น การสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ จึงอยากให้ช่วยกันสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิด

“ขณะเดียวกัน การสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ ให้เขตพื้นที่การศึกษารวมกลั่มกันจัดสอบเอง โดยให้ประสานสถาบันการศึกษาในพื้นที่ช่วยออกข้อสอบให้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการสอบ ให้ผู้เข้าสอบเกิดความมั่นใจ เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญสุด คือ การเลือกสถานบันการศึกษาที่จะมาทำหน้าที่ออกข้อสอบ เพราะสถาบันการศึกษาก็มีหลากหลาย จึงต้องออกสถาบันการศึกษาที่เชื่อถือได้ สามารถออกข้อสอบได้ดี ตรงไปตรงมา ไม่ทำให้การสอบมีปัญหา ไม่ทำให้ผู้เข้าสอบบางคนอยู่ในฐานะได้เปรียบ”นายพงศ์เทพ กล่าวและย้ำว่า การสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ จะแก้ตัวได้สำเร็จ ให้สังคมกลับมาเกิดความเชื่อถือได้หรือไม่ จะกู้ชื่อเสียงกระทรวงศึกษาธิการกลับมาได้หรือไม่ อยู่ที่ความร่วมมือของทุกฝ่าย

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32525&Key=hotnews

สสวท.ดันระบบ”สเต็มศึกษา” เพิ่มศักยภาพแข่งขันประเทศ

26 เมษายน 2556

สสวท.ดันระบบ “สเต็มศึกษา” พัฒนาศักยภาพแข่งขันไทย ตั้งเป้าพัฒนาความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นร.ทุกระดับชั้นปีละ 4% โดยวัดผลจากคะแนนโอเน็ต ชี้หากไม่รีบพัฒนาจะตกกับดักประเทศรายได้ปานกลาง สูญเสียอำนาจแข่งขัน ขณะที่ผลวิจัยการศึกษาไทยชี้ 20 ปีการศึกษาไทยยังไม่กระเตื้อง ขวัญสรวงแนะตีกรอบแก้ปัญหารายพื้นที่ อย่าหวังแก้ทั้งระบบ เพราะเป็นเรื่องยาก

ศ.เกียรติคุณ ดร.มนตรี จุฬาวัฒนทล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่า สสวท.ได้จัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี พ.ศ.2555-2559 ตั้งเป้าพัฒนาเด็กไทยให้มีความสามารถระดับนานาชาติภายในปี 2570 หรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ของนักเรียนทุกช่วงชั้นจะต้องเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ต่อปี ซึ่งจะวัดผลจากการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) โดยจะใช้ระบบ STEM Education หรือ “สเต็มศึกษา” เป็นกลยุทธ์หลักในการพัฒนา
ด้านการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ จะมีการตั้ง 3 หน่วยงาน ได้แก่ 1.การตั้ง “สเต็มอคาเดมี” 10 จังหวัด เพื่อนำร่องโครงการ กระจายอยู่ใน 4 ภาคของประเทศ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเลือกจังหวัดที่เหมาะสมในการจัดตั้ง ซึ่ง สสวท.จะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (กอศ.) ในการดำเนินการ ส่วนบทบาทหน้าที่ของสเต็มอคาเดมี จะมีผู้เชี่ยวชาญ และสเต็มแอมบาสเดอร์ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำกับผู้ที่สนใจ อันได้แก่ ครู นักเรียน ผู้มีความสามารถพิเศษหรือประชาชนทั่วไป

หน่วยงานที่ 2 คือ “iStem” เป็นคลังความรู้ ผู้สนใจสามารถเข้าถึงได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต หรือร้านสะดวกซื้อ ซึ่งใน iStem นี้จะมีคลังความรู้ ตำราหรืออุปกรณ์ที่น่าสนใจ หน่วยงานที่ 3 คือ Hall of fame เป็นหอเกียรติยศที่รวบรวมผู้มีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบสเต็มและเป็นแรงจูงใจแก่นักเรียนนักศึกษา
ประธานบอร์ด สสวท.กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ สสวท.ต้องการผลักดันระบบสเต็มศึกษาให้เกิดขึ้น เนื่องจากมองว่าหากเรายังไม่พัฒนาความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราก็จะสูญเสียศักยภาพการแข่งขันไปเรื่อยๆ เพราะระบบสเต็มจะตอบคำถามให้กับผู้เรียนวิทยาศาสตร์ได้ว่า เรียนไปแล้วสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง และระบบสเต็มยังทำให้เกิดการบูรณาการในความรู้ เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ

“ตอนนี้เราเป็นประเทศมีรายได้ระดับปานกลาง หรือ Middle income แต่ถ้าเราไม่พัฒนาศักยภาพการแข่งขัน เราจะตกอยู่ในช่วง Middle income trap หรือตกอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง และเอสเอ็มอี เราจะตายหมด เหลือเพียงธุรกิจผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น ดังนั้นเราต้องหลุดพ้นจากช่วงนี้ไปให้ได้ด้วยการต้องเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เราต้องเปลี่ยนความคิดพื้นฐานของเรา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ พลิกสถานการณ์ หรือที่เรียกว่า Game changer ยกตัวอย่างเช่น การมีระบบ 3G หรือสมาร์ทโฟน ก็เป็น Game changer”

วันเดียวกัน ที่บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เปิดผลงานวิจัยเรื่อง “ระบบการศึกษาไทยขั้นพื้นฐาน (จากอนุบาลถึงมัธยมปลาย) ความก้าวหน้าและความล้มเหลว” โดย ดร.สุธรรม วาณิชเสนี ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเทคนิคเชิงระบบ ในฐานะหัวหน้าคณะวิจัย เปิดเผยวิจัยที่ใช้ระยะเวลาศึกษากว่า 2 ปีว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาจะพบว่าการศึกษาไทยไม่ได้ก้าวหน้าไปไหนเลย โดยเฉพาะเรื่องผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน เทียบจากผลสอบโอเน็ต

และผลสอบโครงการวิจัยนานาชาติ (พิซา) ทั้งที่ไทยมีการปฏิรูปการศึกษาและและโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษามากมาย 2 ทศวรรษ จนเกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับการศึกษาไทย จะก้าวต่อไปอย่างไร

ดร.สุธรรมกล่าวอีกว่า การวิจัยได้ลงลึกทั้งระบบการศึกษาไทยเพื่อดูแต่ละปัญหาว่ามีอะไรบ้าง แล้วเกิดได้อย่างไร และส่งผลกระทบต่ออย่างไร ซึ่งทำให้พบว่า ไม่ว่าจะจับที่จุดไหนของระบบก็พบปัญหาการศึกษาทั้งนั้น เพียงว่าจะมีปัญหามากหรือน้อย อาทิ อย่างเรื่องการผลิตครูล้น ได้ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันสอบเป็นครูผู้ช่วย เกิดการทุจริตสอบบรรจุ ได้ครูไม่เก่งเข้าไปในระบบ ส่งผลต่อคุณภาพการสอน ผลสัมฤทธิ์นักเรียนตกต่ำ เป็นต้น ขณะที่โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตั้งแต่ระดับบนสุดลงมาล่างสุด ก็มีการดำเนินงานที่สลับซับซ้อน อาทิ การบริหารโรงเรียน ต้องขึ้นกับเขตพื้นที่การศึกษา และขึ้นกับ ศธ. ส่วนการบริหารงานบุคคล โรงเรียนต้องขึ้นกับคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่ฯ และต้องไปขึ้นกับ ก.ค.ศ. และคุรุสภา โดยจะสังเกตได้ว่ากว่าเด็กคนหนึ่งจะจบการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องผ่านระบบมากมาย เพราะมีการกระจายอำนาจที่ยังดึงๆ กันอยู่

“ผลวิจัยชี้ชัดว่าระบบการศึกษาไทยอ่อนแอทุกส่วน แต่ที่ผ่านเราเลือกจะแก้ปัญหาแค่บางส่วน แต่หวังจะให้ระบบการศึกษาดีขึ้น ฉะนั้นผลวิจัยเสนอว่าหากจะแก้ปัญหาทั้งระบบจริงๆ จะต้องเข้าใจปัญหาทั้งหมดก่อน และแก้ปัญหาทั้งระบบไปด้วยกัน ซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้”
นายขวัญสรวง อติโพธิ วิทยากรด้านการพัฒนาเมืองและพัฒนาสังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาการศึกษาทั้งระบบ เพราะการแก้ปัญหาแบบเดิมไม่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร ขณะที่การแก้ปัญหาระบบการศึกษาไทย หากมองภาพรวมแล้ว คิดหาทางแก้คงทำได้ยาก เพราะมีมากและหลากหลาย ฉะนั้นอยากให้ตีกรอบแคบ โดยอาจแบ่งเป็นรายพื้นที่จังหวัด แล้วแก้ปัญหาให้ขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมจะดีกว่า อาทิ รร.ในจังหวัดเพชรบุรี มีทั้ง รร.ชั้นนำในเมืองและ รร.ขนาดเล็กในชนบท เราจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำการพัฒนา อันนำไปสู่ปัญหา รร.ขนาดเล็ก และการแข่งขันเพื่อเข้าเรียนต่างๆ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นต้น.

ที่มา: http://www.thaipost.net

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32524&Key=hotnews

สอศ.ผุดหลักสูตรดูแลผู้สูงวัย

26 เมษายน 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาแรงงานเข้าร่วมประชุม พร้อมกำชับให้ดูแลกลุ่มสตรี ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงวัย โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รับนโยบายให้ดูแลกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงวัย ส่วนผู้ด้อยโอกาสนั้นที่ประชุมหยิบยกประเด็นเด็กที่เรียนจบ ม.3 และต้องการทำงาน แต่ติดปัญหากฎหมายแรงงานมาหารือ ซึ่ง สอศ.วางแผนไว้ว่าจะประสานกับสถานประกอบการเพื่อดึงเด็กกลุ่มนี้มาทำงานควบคู่กับการเรียนอาชีวะ ส่วนผู้สูงอายุนั้น สอศ.จะจัดโครงการฝึกอบรมอาชีพ โดยใช้ศูนย์อบรมอาชีพในสถานศึกษาของ สอศ. จำนวน 121 ศูนย์ทั่วประเทศเป็นสถานที่อบรม ทั้งนี้ ศูนย์ดังกล่าวเป็นโครงการของรัฐบาลที่ให้วิทยาลัยที่มีศักยภาพโดดเด่นเฉพาะด้านเปิดอบรมอาชีพแก่ประชาชน เช่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ เด่นเรื่องอาหารนานาชาติ ก็เปิดอบรมไม่น้อยกว่า 75 ชั่วโมง ให้กับผู้สูงอายุเพื่อนำความรู้ไปประกอบอาชีพ

เลขาธิการ กอศ.กล่าวว่า นอกจากหลักสูตรอบรมแล้ว สอศ.ยังเปิดสอนหลักสูตรการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาการบริหารงานคหกรรมศาสตร์ด้วย แต่ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากมองว่าเมื่อเรียนจบไปอาชีพยังไม่มั่นคง ทั้งๆ ที่อาชีพบริการผู้สูงอายุนั้น ในปัจจุบันเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างมาก โดยปีการศึกษา 2555 มีสถานศึกษาเปิดสอนทั้งสิ้น 4 แห่ง คือ วิทยาลัยการอาชีพ (วก.) เชียงราย มีผู้เรียน 17 คน วก.พล 8 คน วิทยาลัยเทคนิค (วท.) เดชอุดม 3 คน และ วท.สุวรรณภูมิ 1 คน ดังนั้น สอศ.เตรียมจับมือกับผู้ประกอบการที่ทำงานด้านนี้ ซึ่งนอกจากจะยกระดับฝีมือของผู้เรียนแล้วยังเพิ่มคุณวุฒิให้กับผู้ประกอบการได้อีกด้วย

–มติชน ฉบับวันที่ 26 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32523&Key=hotnews

เปิดเว็บฝึกอาชีพระยะสั้น

26 เมษายน 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดทำสื่อพัฒนาอาชีพในรูปแบบคลิปวิดีโอสอนทำอาชีพระยะสั้น 1,365 เรื่อง เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ www.edltv.vec.go.th เพื่อให้ประชาชนที่สนใจได้เรียนรู้และนำไปประกอบอาชีพ โดยจัดแบ่งอาชีพออกเป็นหมวดหมู่

ประกอบด้วย คหกรรม พาณิชยกรรม/บริการธุรกิจ ศิลปกรรม อุตสาหกรรม วิชาสามัญ เทคโนโลยีและการสื่อสาร และอาชีพ อื่นๆ เช่น หากเลือกครัวการอาชีพวังฯ หมวดคหกรรม จะพบหัวข้อให้เลือกเรียนรู้หรือฝึกปฏิบัติตาม อาทิ การสอนทำกุ้งเนื้อทอง ข้าวต้มเบญจรงค์ ขนมแป้งจี่เผือก เป็นต้น หากเลือกวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หมวดอุตสาหกรรม จะมีหัวข้อ เช่น ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสารกึ่งนำและหัวต่อพีเอ็นจังก์ชั่น เป็นต้น

“คลิปวิดีโอแต่ละเรื่องจะมีความยาวแล้วแต่ความยากง่ายของแต่ละอาชีพที่สอน ผู้สนใจเข้าไปเลือกเรียนได้ฟรี แต่หากอยากเรียนกับครูจริง สามารถติดต่อไปยังวิทยาลัยของ สอศ.ที่เปิดศูนย์อบรมหลักสูตร 75 ชั่วโมง ขึ้นไป เพื่อนำความรู้ไปประกอบอาชีพได้” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 26 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32522&Key=hotnews

สพฐ.ผุดคู่มือปฏิรูปหลักสูตรคุณภาพ บูรณาการครบวงจรมุ่งพลิกโฉมรูปแบบเรียน-สอน

26 เมษายน 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมพิจารณาผลตรวจราชการที่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษา (สป.) ส่งมาให้สพฐ.รับเป็นข้อมูลดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) 16 ด้าน

โดยสพฐ.นำข้อมูลและข้อเสนอแนะมาพิจารณา ในส่วนแรกที่เป็นนโยบายสำคัญของศธ. คือการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ ซึ่งจากข้อเสนอที่ผู้ตรวจเสนอมานั้น สพฐ.มีข้อเสนอเพิ่มเติมคือ การปฏิรูปหลักสูตรเพื่อให้เกิดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพนั้น

ขณะนี้สพฐ.ดำเนินการ 2 เรื่อง คือ
1. การประชุมปฏิบัติการจัดทำคู่มือบูรณาการจัดการเรียนการสอนครบวงจร โดยเคยเสนอไปว่าควรจะบูรณาการการให้งานกับนักเรียน และบูรณาการวิชาที่สอนต่างๆ ที่จะช่วยให้เกิดการวัดและประเมินผล ที่ใช้ผลร่วมกันได้ระหว่างวิชาต่างๆ

2. สพฐ.จัดทำคู่มือและแนวทางการเรียนการสอน ซึ่งสพฐ.จะเสวนาและจัดทำแผนปฏิบัติการในวันที่ 1 พ.ค. โดยจะเชิญนักวิชาการ ผู้บริหาร ครู ศึกษานิเทศก์ ร่วมประชุมเพื่อนำแนวคิดนี้ไปสู่การปฏิบัติ รวมถึงการนำไปใช้ในพื้นที่พิเศษด้วย เพราะการปรับการเรียนนั้น ต้องจัดโครงสร้างเวลาเรียนแนวใหม่ ที่ต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการศึกษาทางไกลอย่างเข้มข้นมากขึ้น เพื่อลดสัดส่วนเวลาเรียนในห้องเรียนให้น้อยลง

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องปลูกฝังคุณธรรม จิตสำนึกประชาธิปไตย โดยเสนอแนะเชิงนโยบายคือควรจัดสรรโควตา เกณฑ์การพิจารณารับนักเรียน นักศึกษาเข้าศึกษาต่อ โดยสพฐ.มีความเห็นว่า ควรจะส่งเสริมโครงการเด็กดีมีที่เรียนให้ต่อเนื่อง

ในปีการศึกษาที่ผ่านมาสพฐ.ลงนามความร่วมมือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) รับโครงการเหล่านี้ไปขยายผลยังมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งยืนยันว่า นโยบายเรื่องนี้ควรจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 26 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32521&Key=hotnews

‘ผชช.’ ศธ.ยันมีทุจริตสอบครูผู้ช่วย หลังวิเคราะห์กลุ่มแต้มสูงผิดปกติ

26 เมษายน 2556

เมื่อวันที่ 24 เมษายน นายชอบ ลีซอ อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดประเมินผล และอนุกรรมการศูนย์ให้คำปรึกษาและติดตามผลการทุจริตสอบคัดเลือกครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 ครั้งที่ผ่านมาของ ศธ. เปิดเผยถึงการวิเคราะห์คะแนนสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยครั้งที่ผ่านมา  ว่าได้วิเคราะห์ตามหลักการวัดประเมินผล ข้อมูลทุกอย่างได้มาจากเครื่องอ่านกระดาษคำตอบ หรือ OMR ที่จะมีข้อมูลของผู้เข้าสอบทุกคน จะรู้ว่าแต่ละข้อใครตอบอะไรบ้าง โดยผลการวิเคราะห์ที่ออกมาพบว่า กลุ่มที่ส่อว่าทุจริตการสอบจะมีคะแนนเกือบเต็มจาก 200 คะแนน หรือได้คะแนนร้อยละ 90 ขึ้นไป ซึ่งในจำนวนผู้ที่สอบบรรจุครูผู้ช่วยได้มีอยู่กว่า 300 คนที่ส่อว่าอาจทุจริตการสอบอย่างแน่นอน ซึ่งผลการวิเคราะห์นี้สามารถใช้เป็นหลักฐานนำไปประกอบการพิจารณายกเลิกผลการสอบของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาได้ เพราะสามารถชี้ชัดได้ว่าผู้เข้าสอบคนใดทุจริตหรือไม่ได้ทุจริต

ผศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ ประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 กล่าวว่า ข้อมูลผลการวิเคราะห์ของนายชอบนั้น ตนเห็นด้วยว่าเป็นประโยชน์ต่อการประกอบการพิจารณายกเลิกผลการสอบ แต่ก็ต้องนำเหตุปัจจัยอื่นมาพิจารณาด้วย เช่น ผลการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมทั้งข้อมูลจากผู้รับสารภาพกับ ศธ.ว่ามีการทุจริตการสอบ หากนำข้อมูลเหล่านี้มาดูแล้วมีน้ำหนักพอ และทาง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯต่างๆ กล้าตัดสินใจประกาศยกเลิก ก็สามารถทำได้ เพียงแต่จะยกเลิกทั้งหมด หรือเฉพาะราย เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้สอบได้อย่างสุจริต

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ตั้งคณะกรรมการติดตามการดำเนินการของเขตพื้นที่ฯต่างๆ ในการจัดสอบครูผู้ช่วย กรณีทั่วไปประจำปี 2556 ซึ่งเบื้องต้นมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแจ้งความประสงค์จะเปิดรับสมัครสอบบรรจุ จำนวน 83 เขต รวม 731 อัตรา ใน 36 กลุ่มวิชาเอก จะเปิดรับสมัครวันที่ 29 เมษายน-5 พฤษภาคม ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ 17 พฤษภาคม สอบภาค ก 22 มิถุนายน ภาค ข 23 มิถุนายน ภาค ค 24 มิถุนายน และประกาศผลสอบ 8 กรกฎาคม

–มติชน ฉบับวันที่ 26 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32520&Key=hotnews