สพฐ.จัดเวทีปรับ ‘หลักสูตร-วัดผล’ เน้นคิดวิเคราะห์-เพิ่มอันดับ PISA

29 กรกฎาคม 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงกรณี นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา (ศธ.) มีนโยบายเพิ่มอันดับให้สูงขึ้นในโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติของประเทศสมาชิกองค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ หรือ PISA ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีแผนดำเนินการเรื่องนี้หลายอย่าง เพื่อให้การยกระดับมีเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมเพื่อเพิ่มอันดับการประเมิน PISA ปี 2558 โดยจุดหลักๆ จะต้องตีโจทย์ให้แตกว่าการจะเน้นคุณภาพและประเมินระดับนานาชาติ แก่นแท้อยู่ที่สาเหตุของปัญหาที่เป็นจุดอ่อนของเด็กไทย ซึ่งนายจาตุรนต์ได้วิเคราะห์ไว้แล้วว่าจุดอ่อนอยู่ที่สมรรถนะด้านการคิด การวิเคราะห์ การแก้โจทย์ปัญหาและการประยุกต์ จึงต้องมาดูว่าเนื้อหาของการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนมีจุดอ่อนอะไร ซึ่งจากการวิเคราะห์ผลการทดสอบ พบว่ามีปัญหาสองลักษณะคือ คะแนนผลสัมฤทธิ์ยังไม่น่าพอใจ และสมรรถนะของผู้เรียนยังอยู่ในระดับที่ไม่สูง สพฐ.จึงพยายามลดภาระการเรียนเนื้อหาบางส่วนที่ไม่จำเป็นและเน้นการบูรณาการมากขึ้น แต่เนื้อหาสาระที่เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ยังคงความเข้มข้น ทั้งด้านภาษา คิดคำนวณ และด้านเหตุผลหรือด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามส่วนนี้เป็นจุดที่นำเข้าสู่กระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการครบวงจร

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ต้องผูกโยงกับการวัดและประเมินผลด้วย ซึ่งเข้าใจว่ารัฐมนตรีว่าการ ศธ.จะมีการสื่อสารเรื่องนี้ไปยังหน่วยงานในกำกับของ ศธ.อย่างสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เพื่อให้การทดสอบเป็นเครื่องมือขับเคลื่อน คุณภาพและมีลักษณะแนวทางการทดสอบคล้าย กับ PISA ที่ไม่เน้นความจำแต่เน้นการคิดและ แก้โจทย์ปัญหามากขึ้น อีกทั้งข้อสอบที่ใช้ใน โรงเรียนควรจะต้องปรับให้ใกล้เคียงกันด้วย

“รัฐมนตรีว่าการ ศธ. มองว่ากระบวนการทดสอบยังเป็นจุดอ่อนของครู จึงต้องเสริมสมรรถนะครูด้านการประเมินผล โดยพัฒนาแนวข้อสอบแบบ PISA หากนักเรียนทำคะแนนได้ดีในด้านภาษา คิดคำนวณ และวิทยาศาสตร์ จะมีนัยยะสัมพันธ์กับวิชาอื่นด้วย โดยเร็วๆ นี้ สพฐ.จะจัดประชุมปฏิบัติการเพื่อระดมความเห็นเรื่องการปฏิรูปหลักสูตร ปรับการเรียน เปลี่ยนการสอนและปรับการวัดผล” นายชินภัทรกล่าว

–มติชน ฉบับวันที่ 30 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33493&Key=hotnews

วอน “เสริมศักดิ์” ดันงานอุดมฯ 4 เรื่อง

29 กรกฎาคม 2556

ประธาน ทปอ.เผย ทาง ทปอ.เตรียมเสนอเรื่องเพื่อขอให้ รมช.ศธ. ผลักดัน 4 เรื่อง ได้แก่ เงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัย งบโครงการมหาวิทยาลัย การเจรจากับ กต.เพื่อยิดเวลาวีซ่าแก่อาจารย์ชาวต่างชาติ และ การผลักดันกฎหมายอุดมศึกษา…

ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า ตามที่นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช. ศึกษาธิการ รับผิดชอบดูแลสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษานั้น ในส่วนของ ทปอ. จะเตรียมเสนอเรื่องเพื่อขอให้ รมช.ศธ. ผลักดัน 4 เรื่อง คือ 1.เรื่องเงินเดือนของพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งรัฐบาลประกาศให้ได้รับเงินตามข้าราชการ โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2555 แต่มหาวิทยาลัยกลับต้องใช้เงินรายได้จ่ายย้อนหลังกับพนักงานมหาวิทยาลัย บางแห่งต้องใช้เงินถึง 100-200 ล้าน 2.เรื่องงบฯโครงการมหาวิทยาลัยวิจัย ซึ่งนายเสริมศักดิ์เป็น รัฐมนตรีคนแรกที่ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะผลักดันงบฯวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยวิจัยทั้ง 9 แห่ง 3.ขอให้นายเสริมศักดิ์เจรจากับกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เรื่องวีซ่าสำหรับอาจารย์และนักศึกษาต่างชาติ ให้มีระยะเวลายาวขึ้น โดยอาจารย์ 2 ปี นักศึกษา 4 ปี ไม่ใช่ต่อทุกปี เพื่อรองรับการเปิดประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และ 4.การผลักดันกฎหมายอุดมศึกษา ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ. … และ ร่าง พ.ร.บ.พนักงานในสถาบัน อุดมศึกษา พ.ศ…ต่อคณะรัฐมนตรี และสภา

ทั้งขอให้มีการรับฟังความเห็นหรือประชาพิจารณ์จากมหาวิทยาลัยก่อน ว่าเห็นด้วยกับมาตราใด หรือมาตราใดต้องแก้ไขอย่างไรบ้าง เพราะที่ผ่านมามหาวิทยาลัยยังไม่เคยเห็นร่างกฎหมายดังกล่าวเลย อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะนำเข้าหารือในการประชุม ทปอ.วันที่ 25 ส.ค.นี้ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.)

ที่มา: http://www.thairath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33494&Key=hotnews

ศธ.เอาจริงเริ่มใช้กรอบคุณวุฒิวิชาชีพ หวังดันมาตรฐานอาชีวะเทียบชั้นสากล

29 กรกฎาคม 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนได้มอบนโยบายการพัฒนาคุณภาพอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐานเทียบได้ระดับสากลนั้น หนึ่งในแนวทางการขับเคลื่อนคือการผลักดันกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการสร้างกลไกการดำเนินงานเรื่องดังกล่าว โดยมีการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการนำกรอบคุณวุฒิวิชาชีพมาใช้ ดังนั้นตนจะเร่งผลักดันให้มีการนำระบบดังกล่าวมาใช้ โดยจะไม่รอระบบที่เป็นทางการ ซึ่งตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ จัดทำกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ อาทิ กำหนดสมรรถนะ คุณลักษณะ ความสามารถในการปฏิบัติงาน ต้องผ่านการฝึกอบรมอะไร และในระยะเวลาเท่าใด เพื่อให้เป็นช่างฝีมือประเภทไหน และนำไปสู่การจ้างงาน โดยคำนวณเป็นรายได้ที่เด็กจะได้รับเมื่อจบออกมา

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า การจัดทำกรอบคุณวุฒิวิชาชีพดังกล่าว จะดำเนินการนำร่องในบางสาขาอาชีพก่อน เช่น ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า การท่องเที่ยว การโรงแรม เป็นต้น โดยให้เริ่มดำเนินการในปีการศึกษา 2557 ซึ่งผู้ที่จบตามมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพดังกล่าวจะได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าผู้ที่จบปริญญาตรีทั่วไป โดยการดำเนินการในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด จังหวัดระยอง ทั้งนี้ตนเชื่อว่าหากทำระบบคุณวุฒิวิชาชีพสำเร็จ จะสามารถเปลี่ยนค่านิยมของเด็กไทยที่มีต่ออาชีวศึกษาได้ เพราะเรียนจบแล้วมีงานทำ และมีรายได้ที่สูง อย่างไรก็ตามเมื่อจัดทำกรอบดังกล่าวสำเร็จก็จะนำไปเชื่อมต่อกับระบบคุณวุฒิวิชาชีพของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อใช้ในการตีค่าเงินเดือนของหน่วยงานราชการด้วย.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 30 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33495&Key=hotnews

โรงเรียนเอกชนวอน ศธ.แก้ปัญหาหนักอก ‘จาตุรนต์’ ไฟเขียวทุกฝ่ายช่วยคิดวิธี

29 กรกฎาคม 2556

ดร.จิระพันธุ์ พิมพ์พันธุ์ นายกสมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนและผู้แทนจาก 14 สมาคมการศึกษาเอกชน ได้เข้าพบนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) โดยได้ยื่นหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหา การจัดการศึกษาเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้แก่ การเพิ่มเงินเดือนผู้ที่จบปริญญาตรี 15,000 บาท ก่อให้เกิดวิกฤติกับโรงเรียนเอกชนอย่างมาก เพราะเท่ากับปรับเพิ่มถึง 59.95% ในขณะที่การอุดหนุนจากภาครัฐไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง จึงอยากให้ทบทวนการอุดหนุนในส่วนนี้ใหม่ รวมถึงการอุดหนุนค่าครองชีพ ซึ่งรัฐควรสนับสนุนให้เต็มจำนวน ไม่ใช่ให้เอกชนร่วมออกครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ควรปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวของเด็กที่ยังต่ำกว่าความเป็นจริงให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันด้วย

ดร.จิระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่เป็นปัญหาของโรงเรียนเอกชนในขณะนี้คือการเลื่อนไหลของครู เพราะโรงเรียนของรัฐในทุกสังกัดจะเปิดรับครูในช่วงกลางปี โดยเป็นครูที่มีวุฒิปริญญาตรี และมีใบประกอบวิชาชีพครูแล้วเท่านั้น ซึ่งครูเหล่านี้ส่วนมากจะไปจากโรงเรียนเอกชน จึงส่งผลกระทบอย่างกะทันหันต่อโรงเรียนเอกชน และทำให้เด็กเสียโอกาสการเรียนรู้เป็นอย่างมาก ดังนั้นรัฐบาลจึงควรกำหนดการสอบครูในช่วงปิดภาคเรียนที่ 2 หรือช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน อีกทั้งควรกำหนดอัตรากำลังการผลิตครูสาขาวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และสังคมศึกษา ให้เพียงพอและสอดคล้องกับความต้องการ โดยสำรวจความต้องการทั้งในโรงเรียนของรัฐ และเอกชน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนครู และควรกำหนดสัดส่วนการรับนักเรียนในแต่ละสังกัดให้ชัดเจน เพราะการขยายห้องเรียนในโรงเรียนรัฐส่งผลให้เด็กในโรงเรียนเอกชนทั้งสายสามัญ และสายอาชีพลดลง

ด้านนายจาตุรนต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสถานศึกษาเอกชนประสบปัญหาหลายเรื่องที่รอการแก้ไข ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ตนจึงอยากให้เอกชนคิดหาวิธี หรืออาจจะจัดเวิร์กช็อปเพื่อรับฟังความคิดเห็น และรวบรวมประเด็นปัญหา รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวกับการศึกษาเอกชนทั้งหมด จากนั้นให้นำมาเสนอตน เพื่อจะได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นร่วมกันจากทุกภาคส่วนให้ครอบคลุมทุกประเด็นปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขอย่างแท้จริง.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 30 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33496&Key=hotnews

สพฐ.ดูผลจากละครภาษาอังกฤษ พบพัฒนาการด้านภาษาของนักเรียนดีขึ้น

29 กรกฎาคม 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) มีสถาบันภาษาอังกฤษ เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ทั้งด้านนักเรียน ครูผู้สอน และหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยกิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนานักเรียนด้านภาษาอังกฤษ เป็นกิจกรรมสำคัญที่ สพฐ.ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง มีการส่งเสริมและพัฒนานักเรียนในด้านทักษะทางภาษาต่างๆ ครบทุกทักษะทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านภาษาอังกฤษ จะได้รับการส่งเสริมและต่อยอดพัฒนาให้มีความรู้ ความสามารถมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น กิจกรรมการละคร เป็นกิจกรรมการพัฒนาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียน ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นใจและกล้าแสดงออกในการใช้ภาษาอังกฤษโดยผ่านบทละคร
ซึ่ง สพฐ.ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการอบรมและแข่งขันละครภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี และในปี 2556 นี้ ได้จัดโครงการค่ายภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนผ่านศิลปะการละครขึ้น โดยกำหนดจัดค่ายอบรมด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ และการฝึกปฏิบัติจริงจากผู้มีความรู้และประสบการณ์ในส่วนกลางให้แก่ครูผู้สอนภาษาอังกฤษที่รับผิดชอบกิจกรรมละครภาษาอังกฤษของโรงเรียน เพื่อที่ครูที่เข้ารับการอบรมจะได้นำความรู้และทักษtกระบวนการไปขยายผลและฝึกฝนนักเรียนเพื่อเข้าแข่งขันละครภาษาอังกฤษในระดับภูมิภาค ซึ่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาได้ดำเนินการจัดการแข่งขันละครภาษาอังกฤษไปเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ หอประชุมคุรุสภากรุงเทพมหานคร พบว่าทั้งครูผู้สอนและนักเรียนได้พัฒนาศักยภาพด้านการใช้ภาษาอังกฤษและความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นอันจะเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถด้านต่างๆ การมีสุนทรียภาพด้านการละครวรรณกรรมภาษาอังกฤษ ที่จะส่งผลให้นักเรียนมีเจตคติที่ดียิ่งขึ้นต่อภาษาอังกฤษอีกทั้ง ยังเป็นการขยายผลไปยังครูและนักเรียนในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศอีกด้วย

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33497&Key=hotnews

อสค.ยืนยัน ‘นมโรงเรียน’ เพิ่มโภชนาการเด็กไทย

29 กรกฎาคม 2556

รอง ผอ.อสค. เผยโครงการนมโรงเรียนส่งผลให้เด็กนักเรียนมีพัฒนาการดีขึ้น เตรียมชงครม.ขอยืดเวลาเป็นผู้ส่งนมโรงเรียนต่อ

นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.)เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของการส่งเสริมให้นักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึง ป.6 ดื่มนมนั้น มาจากปัญหาโภชนาการในอดีตที่เด็กนักเรียนมีภาวะขาดแคลนโปรตีน ประกอบกับปัญหาการกระจายน้ำนมดิบให้กับเกษตกรที่ยังไม่ทั่วถึง จนถึงปัจจุบันได้มีคณะกรรมการนมโรงเรียนเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตลอดจนการควบคุมมาตรฐาน โดยคุณภาพนมต้องผ่านโรงงานที่ได้ จีเอ็มพี ที่มีการตรวจสอบทุก 3 ปี

ทั้งนี้ ในระหว่างกระบวนการดังกล่าวโรงงานหรือศูนย์กระจายนมจะต้องส่งหลักฐานการตรวจสอบคุณภาพโภชนาการมาให้คณะกรรมการนมโรงเรียนตรวจสอบ และเกษตกรที่จะส่งน้ำนมดิบให้กับแหล่งรับซื้อนม ก็จะต้องเป็นฟาร์มที่ผ่าน GAP เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามักมีปัญหาในเรื่องการขนส่ง ทำให้นมบูดและเสียเมื่อถึงมือเด็ก ทั้งนี้ ตั้งแต่เปลี่ยนให้ อสค.ดำเนินการเองก็สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ซึ่งในปลายเดือนกันยายน 2556 จะสิ้นสุดระบบที่ให้ อสค.จัดส่งนมโรงเรียน ทำให้ อสค.กำลังพิจารณาว่าจะส่งแผนงานทั้งหมดไปให้คณะรัฐมนตรีเพื่อขอยืดเวลาให้ อสค.เป็นผู้ส่งนมให้เช่นเดิม

ส่วนงบประมาณขณะนี้ตกอยู่ที่ 7 บาทต่อหัวประชากร ซึ่งปัจจุบันมีนักเรียนที่ต้องดื่มนมในโรงเรียนทั่วประเทศประมาณ 7.6 ล้านคน เดิมมีประมาณ 8 ล้านคนแต่เนื่องจากเด็กเกิดน้อยลงทำให้ปริมาณนักเรียนลดลง ซึ่งงบประมาณที่ได้รับทั้งหมดประมาณหมื่นกว่าล้านบาท ถือว่าเพียงพอสำหรับการจัดส่งนม 260 วันต่อปี เพราะหักวันเสาร์ อาทิตย์ออกไป ส่วนช่วงปิดเทอมจะแจกนมกล่องให้เด็กเอากลับไปดื่มที่บ้านจึงไม่มีปัญหา

สำหรับการประเมินในเรื่องของการแก้ปัญหาโภชนาการนั้น นายสุชาติ กล่าวว่า ประเด็นนี้ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากไม่มีงบประมาณดำเนินการ แต่จากการวิจัยด้านอื่นๆ ที่นักวิชาการที่จัดหาชุดนักเรียนให้ นักเรียนแต่ละชั้นปีพบว่า อัตราการขยายเพิ่มคือชุดนักเรียนที่จัดหาให้จะต้องเพิ่มขนาดมากขึ้นในแต่ละปี ซึ่งอาจจะพอบอกได้ว่า การดื่มนมของโรงเรียนสามารถแก้ปัญหาและทำให้เด็กพัฒนาการดีขึ้น ส่วนจะพัฒนาคุณภาพนมให้ดีขึ้น โดยมีนโยบายจะใช้นมโรงเรียนในการแก้ปัญหาด้านโภชนาการของนักเรียนในด้านอื่นๆ เช่น การขาดเหล็ก ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือว่าจะทำไปพร้อมกันได้อย่างไรบ้าง

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33498&Key=hotnews

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ: คุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.รับรอง

29 กรกฎาคม 2556

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวเกี่ยวกับการจัดการศึกษา ของมหาวิทยาลัยต่างประเทศซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาให้ดำเนินการจัดการศึกษาในประเทศไทย ทำให้วุฒิที่สำเร็จการศึกษามานั้นเป็นวุฒิที่ไม่ได้รับการรับรอง ไม่สามารถใช้ประโยชน์ใดๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีข่าวเกี่ยวกับการขายวุฒิการศึกษาปลอมทางเว็บไซต์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายให้กับวงการศึกษาของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายให้กับผู้ที่ไปสำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาเถื่อนเหล่านั้น หรือผู้ที่ไปหลงกลซื้อวุฒิการศึกษาปลอมมาอีกด้วย สำหรับในแวดวงของวิชาชีพครูนั้น ก็มีกระแสข่าวที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสำนักงาน ก.พ. ด้วย ในวันนี้สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงขอนำความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรองมาชี้แจง ดังนี้

1.ผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไป หากต้องการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ต้องตรวจสอบว่าคุณวุฒิที่สำเร็จการศึกษามานั้น ก.ค.ศ. ให้การรับรอง และกำหนดเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาหรือไม่ หาก ก.ค.ศ. ยังไม่ให้การรับรอง ต้องแจ้งให้สถาบันการศึกษาส่งคุณวุฒินั้นไปให้ ก.ค.ศ. รับรอง มิเช่นนั้นจะไม่มีสิทธิสมัครสอบ

2.เมื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแล้ว ไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ก็ต้องตรวจสอบคุณวุฒิเช่นเดียวกันว่า ก.ค.ศ. ให้การรับรองคุณวุฒิที่ศึกษานั้นหรือไม่ เพราะหาก ก.ค.ศ. ยังไม่ได้ให้การรับรอง สำเร็จการศึกษามาแล้วก็ปรับวุฒิ ปรับเงินเดือนไม่ได้ ซึ่งทั้ง 2 กรณีต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนดด้วย

3.คุณวุฒิการศึกษาที่ ก.ค.ศ. รับรอง หากเป็นสถาบันการศึกษาในประเทศไทย ก.ค.ศ. จะรับรองให้ผู้สำเร็จการศึกษาตามคุณสมบัตินั้นทั้งสถาบันการศึกษา พร้อมกำหนดอัตราเงินเดือนตามคุณวุฒิดังกล่าว แต่หากเป็นคุณวุฒิที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศ ต้องเสนอ ก.ค.ศ. เพื่อพิจารณาเป็นรายๆ ไป ซึ่งคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. ให้การรับรองนั้น เพื่อประโยชน์ในการบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า คุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรองนั้น สำคัญกับการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างไร ดังนั้นจึงฝากเตือนมายังผู้ที่สนใจจะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้ตรวจสอบคุณวุฒิที่ท่านศึกษาอยู่ หรือผู้ที่เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่แล้ว ก่อนการตัดสินใจไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ให้ตรวจสอบคุณวุฒิการศึกษาที่จะไปศึกษาต่อว่าสามารถนำมาใช้เพื่อความก้าวหน้าในตำแหน่งที่ดำรงอยู่ได้หรือไม่ ก.ค.ศ. ให้การรับรองคุณวุฒิแล้วหรือไม่ หรือหากเป็นสถาบันการศึกษาต่างประเทศ สถาบันนั้นเปิดสอนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพื่อที่จะได้ไม่เสียทั้งเงินและเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33499&Key=hotnews

’จาตุรนต์’ ดันคุณภาพการศึกษาไทยขึ้นแท่น

29 กรกฎาคม 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า นโยบายเร่งด่วนที่ต้องการผลักดันให้การประเมินคุณภาพการศึกษาของไทยโดยองค์กรต่างประเทศ โดยเฉพาะการประเมิน PISA ให้ขยับไปสู่อันดับที่สูงขึ้น เนื่องจากการการประเมินครั้งล่าสุดของ PISA พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 50 จากประเทศที่เข้าร่วมประเมิน ประมาณ 60 ประเทศนั้น โดยส่วนตัวเห็นว่า การจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้สำเร็จจะต้องมีการประกาศเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ และต้องขับเคลื่อนพร้อมกันทั่วประเทศให้ไปในทิศทางเดียวกัน ที่ผ่านมา หลายหน่วยงานมีการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้ประเทศไทยเลื่อนไปอยู่ในอันดับที่ดีขึ้น แต่เป็นในลักษณะต่างคนต่างทำ จึงไม่เห็นผลเท่าที่ควร

นายจาตุรนต์ กล่าวด้วยว่า ต้องมีการมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ในภาพรวมโดยเฉพาะ ซึ่งองค์ประกอบของคณะทำงานชุดนี้ควรมีความหลากหลาย ซึ่งนอกจากจะต้องมีหน่วยงานหลักต้นสังกัดของสถานศึกษา ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) แล้วนั้น ยังควรมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีบทบาทสำคัญ คือ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา ด้านการสอน นักการศึกษามาร่วมเป็นคณะทำงานด้วย อย่างไรก็ตาม ระหว่างการประชุมมอบนโยบายให้ สพฐ.เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้มอบหมายให้ สพฐ.เป็นแม่งานในการขับเคลื่อนไทยเลื่อนอับดับ PISA ยกร่างแผนการทำงานรวมถึงไปเตรียมการเรื่องการตั้งคณะทำงานด้วย พร้อมกันนี้ ได้ฝากให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เข้าไปช่วย สพฐ.จัดทำแผนขับเคลื่อนด้วย

“จะต้องมีการรณรงค์ในวงกว้างไปยังโรงเรียน ครู นักเรียนและผู้ปกครองด้วย เพราะการสอบ PISA นั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย อาจไม่ได้รับความร่วมมือ เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจเพื่อให้ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม จะต้องรอการประกาศผล PISA ล่าสุด ช่วงปลายปีก่อน เพื่อดูว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับใด จากนั้นจึงตั้งเป้าหหมายได้ ว่าต้องการขับเคลื่อนให้ไทยเลื่อนขึ้นมาอยู่ในอันดับที่เท่าไร ทั้งนี้ การขับเคลื่อนจะต้องทำทั้งระบบ คือ ต้องมีการดำเนินการในส่วนอื่นๆ ตามมาด้วย เช่นมีการพัฒนาภาษาอังกฤษตามมา กำหนดเป้าหมายว่า การทำข้อสอบภาษาอังกฤษระดับนานาชาติ ต้องมีคะแนนดีขึ้นเท่าใด รวมถึงต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาครูด้วย”–จบ–

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33500&Key=hotnews

ม็อบครูผู้ช่วย ฮือประท้วง! จี้ กคศ.ทบทวนมติ ปลดจากราชการ

29 กรกฎาคม 2556

จี้กคศ.ทบทวนมติ ปลดจากราชการ
เครือข่ายครูผู้ช่วยฮึ่ม-นัดชุมนุมหน้าศธ.วันนี้ ยื่น 3 ข้อเสนอรมว.ศธ.วอนทบทวนคำสั่งให้ออกจากราชการ ตั้งคนนอกสอบทุจริต ขอให้รัฐเยียวยาการเงิน พักชำระหนี้ที่ใช้ตำแหน่งกู้มา โอดหลังดีเอสไอ-ก.ค.ศ.ส่งหนังสือแจ้งให้อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ทั้ง 119 เขต เพิกถอนบรรจุตำแหน่งครูผู้ช่วยทั้ง 344 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตการสอบ ตั้งแต่เดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ทุกคนต้องอยู่ด้วยความลำบาก ถูกสังคมรุมด่าขี้โกง ชีวิตเหมือนตกนรกทั้งเป็น ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนไปทั่ว เพราะไม่มีรายได้มาเลี้ยงดู ลั่นขอพิสูจน์ความจริงให้ถึงที่สุด

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 28 ก.ค. ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา นายศิริชัย สมบัติโพธิ์ อดีตครูผู้ช่วย สังกัดโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ประธานเครือข่ายครูผู้ช่วย ว 12/56 และบรรดาอดีตครูผู้ช่วยที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุพบพฤติการณ์ส่อทุจริต ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครู ในตำแหน่งครูผู้ช่วยกรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว 12 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในครั้งที่ผ่านมา โดยได้รับผลกระทบจากคำสั่งอนุกรรมการครู และบุคลากรทางการศึกษาเขตพื้นที่ให้เพิกถอนตำแหน่ง จำนวน 150 คน นัดหมายเดินทางมาพบนายออน กาจกระโทก ผู้แทนข้าราช การครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อเสนอปัญหาจากการถูกเพิกถอนจากตำแหน่ง และขอให้ช่วยเหลือเยียวยาอย่างเร่งด่วน
นายศิริชัยเปิดเผยว่า พี่น้องครูผู้ช่วยที่ถูกให้ออกจากราชการต่างประสบปัญหาการเงิน ถูกสังคมพิพากษาเป็นพวกทุจริตและขี้โกง ต้องดำรงชีวิตอยู่อย่างหลบซ่อนเสมือนตกนรกทั้งเป็น พวกเรายังไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควร ขณะที่ขบวนการไต่สวนยังไม่ครบถ้วน แต่ถูกกล่าวหา โดยไม่มีโอกาสได้ชี้แจงเท่าที่ควร ดังนั้น วันที่ 30 ก.ค.นี้จึงได้นัดหมายอดีตครูผู้ช่วยให้มาพร้อมกันที่ด้านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อขอความเป็นธรรมจากนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. โดยจะมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ดังนี้

1.ขอให้ทบทวนมติก.ค.ศ. ที่มีคำสั่งให้ออกจากข้าราชการใช้รูปแบบเหมารวมยกเขตพื้นที่การศึกษา โดยหลักการควรต้องสอบสวนข้อเท็จจริงดำเนินการเป็นรายบุคคลที่ถูกตรวจสอบพบพยานหลักฐานในการกระทำผิดที่ชัดเจน

2.ขอให้มีการแต่งตั้ง ซึ่งต้องสรรหาจากบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับองค์กรและมีความเป็นกลาง ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง มาสืบสวนสอบสวนหาความจริงให้ปรากฏต่อสังคม และ

3.ขอให้วิงวอนรัฐบาล รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หามาตรการช่วยเหลือเยียวยาด้านเศรษฐกิจระหว่างดำเนินการสอบสวน เช่น ออกมาตรการชะลอ พักชำระหนี้ จากสถาบันการเงินต่างๆ ตามสิทธิที่บุคคลทั้ง 344 นี้ ซึ่งมีส่วนหนึ่งใช้ตำแหน่งหน้าที่กู้เงินมา เนื่องจากตั้งแต่ถูกให้ออกจากข้าราชการไม่มีรายได้มาเลี้ยงชีพและครอบครัว รวมถึงหนี้เงินกู้ที่ต้องส่งจ่ายทุกเดือน

“ทุกคนมีความหวังที่จะกลับเข้าไปรับราชการครูเหมือนเดิม เพื่อคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัวกลับมาเป็นปกติสุขอีกครั้ง จึงอยากขอโอกาสให้เราได้พิสูจน์ตัวเองบ้าง หากตรวจจับโพยเฉลยข้อสอบพบที่สนามสอบใด อยู่กับบุคคลใด ก็ควรจัดการตามกฎหมายเป็นรายๆ ไม่ใช่เหมายกเข่ง กล่าวหาคนที่ทำคะแนนสูงว่าเป็นพวกทุจริต เพราะหลายคนเคยผ่านสนามสอบมาแล้ว จึงมีประสบการณ์และต้องการบรรจุเป็นข้าราชการครูเพราะเป็นอาชีพที่มั่นคง จึงเตรียมความพร้อมเข้าอบรมหลักสูตรติวเตอร์ อ่านหนังสืออย่างหนักจนประสบความสำเร็จ” นายศิริชัยกล่าว

ส่วนข้ออ้างทำผิดข้อ 34 ประธานเครือข่ายฯ กล่าวว่า เป็นเพียงแนวทางเชิงวิเคราะห์เชื่อมโยงตามความน่าจะเป็น ไม่ใช่พยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าใครที่กาผิดข้อ 34 จะต้องทุจริต ขณะนี้พวกเราได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไปที่คณะอนุกรรมการข้าราช การครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่ หากไม่ดำเนินการตามกำหนดเวลาก็จะยื่นต่อศาลปกครอง ซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรม

ด้านนายออนกล่าวว่า ตามที่ดีเอสไอและคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้ส่งหนังสือแจ้งให้อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ทั้ง 119 เขต ให้เพิกถอนบรรจุตำแหน่งครูผู้ช่วย ที่ส่อทุจริต จำนวน 344 ราย เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา การพิสูจน์ความจริงแม้จะผ่านขบวนการตรวจสอบของดีเอสไอและก.ค.ศ.แล้ว แต่ยังวิตกกังวลว่ายังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ทำให้ผู้ถูกเพิกถอนได้รับความเดือดร้อน เคลือบแคลงใจในผลที่ได้รับ จึงเป็นที่มาของการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย เพื่อเรียกร้องให้พิสูจน์ความจริงให้กระจ่างมากกว่านี้ ขอให้รมว.ศธ.ยึดหลักการที่เคยกล่าวไว้อย่างหนักแน่นว่าเป็น ศธ.ที่สะอาดและโปร่งใส จึงหวังว่าการดำเนินการกรณีนี้ต้องให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33502&Key=hotnews

‘จาตุรนต์’ ให้ข้าราชการใช้ Facebook เปิดรับฟังความคิดเห็นของสังคมภายนอก

26 กรกฎาคม 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้นโยบายในการเข้าถึงข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการว่าตนกำหนดให้มีการประชุมกับผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษา เดือนละ 2 ครั้ง โดยประชุมสัปดาห์เว้นสัปดาห์ในวันพุธ แต่ละครั้งของการประชุมจะไม่ใช้เวลามากนักทั้งนี้เพื่อต้องการให้การทำงานร่วมกันของ ศธ.เป็นเอกภาพ สำหรับการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้ขอให้แต่ละองค์กรหลักนำนโยบายที่ตนได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 ไปพิจารณาดำเนินการให้เป็นแผนงาน/โครงการในการขับเคลื่อน ซึ่งอาจจะมีการทำ Workshop เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันในเรื่องใหม่ๆ ของการทำงาน และต้องการให้เห็นความคืบหน้าของนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายต่างๆ ที่จะไปเกี่ยวข้องกับผู้ได้รับประโยชน์หรือผู้มีส่วนร่วม (Stakeholder) กับการศึกษา เช่น ครูผู้สอน ผู้เรียนผู้ปกครอง ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ฯลฯ  เพื่อให้คนทั้งสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้มากที่สุดโดยต้องออกแบบระบบการรับฟังความคิดเห็นที่มีประสิทธิภาพ และใช้สื่อที่มีอยู่อย่างเต็มที่  ซึ่งตนได้เสนอให้ใช้  Social Media โดยเฉพา  ะFacebook  เพราะจะเป็นสื่อสำคัญในการเปิดรับฟังความคิดเห็นของสังคมที่มีต่อนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งจะมีการขับเคลื่อนกิจกรรมใหญ่ๆ ในเดือนสิงหาคม 2556 ยกเว้นบางเรื่องที่เป็นเรื่องเฉพาะก็จะทยอยดำเนินการ เพื่อให้รวดเร็วทันใจต่อสังคมมากขึ้น

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33485&Key=hotnews