คอลัมน์: สถานีก.ค.ศ.: ความก้าวหน้าบุคลากรทางการ ศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2)

30 กันยายน 2556

อุษณีย์ ธโนศวรรย์
ผอ.ภารกิจนโยบายและระบบตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษา
ตามที่สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้จัดให้มีการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในวันที่ 9-12 กันยายน 2556 ณ โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา

ในเรื่องของการกำหนดกรอบอัตรากำลัง และแนวทางการบริหารกรอบอัตรากำลังของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่กำหนดใหม่ การกำหนดมาตรฐานตำแหน่ง การกำหนดตำแหน่งและการประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ ของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ในสายงานบริหารทรัพยากรบุคคล นั้น ในวันนี้จะขอนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งและมาตรฐานตำแหน่งประเภทวิชาการ สายงานทรัพยากรบุคคล ระดับเชี่ยวชาญ โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1.ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ระดับเชี่ยวชาญ มีหน้าที่ความรับผิดชอบหลัก คือ ปฏิบัติงานในฐานะผู้ปฏิบัติงานที่มีความเชี่ยวชาญในงาน โดยใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในทางวิชาการบริหารหรือการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ปฏิบัติงานที่ต้องตัดสินใจหรือแก้ปัญหาในทางวิชาการที่ยากและซับซ้อนมากและมีผลกระทบในวงกว้าง โดยต้องมีลักษณะงานที่ปฏิบัติด้านการปฏิบัติงาน ด้านการวางแผน ด้านการประสานงาน และด้านการให้บริการ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานตำแหน่ง

2.จะต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง ดังนี้
2.1 มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ระดับปฏิบัติการ และ
2.2 ดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งมาแล้ว ดังต่อไปนี้- ประเภทอำนวยการระดับสูง- ประเภทอำนวยการระดับต้น ไม่น้อยกว่า 1 ปี- ประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ- ประเภทวิชาการระดับชำนาญการพิเศษ ไม่น้อยกว่า 3 ปี- ตำแหน่งอย่างอื่นที่เทียบเท่าตำแหน่งดังกล่าวข้างต้น แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ ก.ค.ศ.กำหนด และ
2.3 ปฏิบัติงานด้านการบริหารงานบุคคลหรือการพัฒนาทรัพยากรบุคคล หรืองานอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามที่ส่วนราชการเจ้าสังกัดเห็นว่าเหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบและลักษณะงานที่ปฏิบัติงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี

3.ต้องมีความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งตามที่ ก.ค.ศ.กำหนดและที่สำคัญจะต้องผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตาม 38 ค.(2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ ตามที่ ก.ค.ศ.กำหนด ซึ่งจะนำเสนอในสัปดาห์ต่อไป

–มติชน ฉบับวันที่ 30 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34288&Key=hotnews

ศธ.สั่งตั้งวอร์รูมยกระดับบทเรียนรับโครงการนานาชาติ

30 กันยายน 2556

ศธ.ตั้งวอร์รูมยกระดับบทเรียนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการประเมินนักเรียน ตามโครงการนานาชาติ
เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดการประชุม ปฏิบัติการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการประเมินตามโครงการนานาชาติของนักเรียนระดับการศึกษาภาคบังคับ หรือ Program for International Student Assessment (PISA) โดยมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนจาก สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโน โลยี (สสวท.) ผู้บริหารองค์กรหลัก นักวิชาการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 50 คน เข้าร่วม

นายจาตุรนต์กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า ได้ไปหารือกับฝ่ายการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ด้วยตนเองแล้ว โดยพบว่าประเทศฟินแลนด์ไม่ได้สนใจคะแนนสอบ PISA ร่วมถึง ประเทศจีนด้วย ที่ไม่เคยเข้าสอบ PISA มาก่อน แต่พอสอบก็ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งทั้ง 3 ด้าน คือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ สำหรับประเทศไทยหากจะพัฒนาทั้งสามด้านให้ดีต้องตั้ง เป้าหมาย โดยมีตัวชี้วัดในประเด็นสำคัญๆ เพื่อให้ คุณภาพการศึกษาดีขึ้น ซึ่งหากคุณภาพการศึกษาดีขึ้นก็จะส่งผลให้อันดับในการสอบ PISA ดีขึ้นด้วย

ดังนั้น จึงต้องมีการถอดบทเรียนและประสบการณ์ เพื่อวางแผนพัฒนาการจัดการศึกษา ทั้งระบบ อาทิ ต้องรู้ว่าข้อสอบวัดอะไร และถ้าจะสอนให้เด็กสอบได้ต้องสอนอย่างไร โดย สสวท.เคยเสนอว่า ให้โรงเรียนนำข้อสอบ PISA ไปให้เด็กทดลองทำ และนำผลการทดสอบมาวิเคราะห์ว่า เด็กทำข้อสอบข้อใดไม่ได้ และทำไม่ได้เพราะอะไร ครูต้องสอนอย่างไร ทั้งนี้หวังว่า ข้อมูลที่ได้จากการเสวนาครั้งนี้จะนำไปสู่กระบวนการวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป

นางสุนีย์ คล้ายนิล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สสวท. กล่าวว่า ระบบโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จจะต้อง สามารถจัดให้นักเรียนมีโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกัน ไม่ว่านักเรียนจะมีภูมิหลังทางเศรษฐกิจอย่างไร เช่น ประเทศที่ได้คะแนนสูงๆ อย่างประเทศ ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เกาหลี เป็นต้น สำหรับประเทศไทยค่าดัชนีเฉลี่ยของสถานะทางสังคม ของโรงเรียนกลุ่มสูงและต่ำ มีความแตกต่างกัน ค่อนข้างมาก ขณะที่ระบบโรงเรียนที่ประสบความ สำเร็จส่วนใหญ่ให้อิสระแก่โรงเรียนในการกำหนด การเรียนการสอน และออกแบบการประเมินเอง

“ขณะที่ผลการศึกษาการเรียนการสอนในระดับนานาชาติพบว่า ยิ่งเด็กใช้คอมพิวเตอร์มาก คะแนนยิ่งต่ำ ส่วนเด็กที่ใช้คอมพิวเตอร์ในระดับปานกลางคะแนนจะดีขึ้น เพราะคอมพิวเตอร์ไม่สามารถมาแทนครูได้ ดังนั้นจึงไม่ควรให้เด็กใช้คอมพิวเตอร์มากเกินไป และหากจะใช้ก็ควรให้อยู่ในการดูแลของครู โดยสิ่งสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการตอนนี้ไม่ใช่การปรับหลักสูตร เพราะหลักสูตร ส่วนใหญ่ดีอยู่แล้ว แต่ควรคิดว่าจะทำอย่างไรให้ครูสอนเด็กให้คิดวิเคราะห์เป็น” นางสุนีย์กล่าว

นายธงชัย ชิวปรีชา ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอในการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมโครงการ PISA อันดับแรกจะต้องพัฒนาสื่อในการอ่าน การเขียนและการคิดวิเคราะห์ขึ้นเป็นการเฉพาะ สำหรับใช้ในการเรียนการสอนของเด็กระดับประถมศึกษาเป็นต้นไป และในระยะเร่งด่วน ปีการศึกษา 2556-2557 เสนอให้ ส่วนกลาง/เขตพื้นที่ จัดทำข้อสอบกลางตามแนว PISA สำหรับให้โรงเรียนนำไปใช้ในการสอบปลาย ภาคกับนักเรียน ในบางรายวิชาที่ตกลงกัน และจะ ต้องศึกษาวิเคราะห์ข้อสอบที่โรงเรียนใช้ว่ามีความเหมาะสม มีความน่าเชื่อถือได้เพียงใดต้องมีการ พัฒนาอย่างไร โดยทั้งหมดนี้จะต้องกำหนดให้เกิด ความชัดเจนลงไปในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ว่าจะต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง รวมถึงวัฒนธรรม การเรียนการสอนต้องปรับเปลี่ยนใหม่ด้วย

นายภาวิช ทองโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า จากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะต้องมีแผนปฏิบัติการ PISA โดยจะเริ่มจากระยะสั้น เตรียมการกับนักเรียน ม.2 ที่จะสอบในปี2558 แผนระยะกลาง ที่จะเตรียมสำหรับการสอบในปี 2561 และแผนระยะยาวเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน โดยจะต้องตั้งศูนย์ปฏิบัติการ PISA ขึ้นมาเป็น PISA วอร์รูม ที่มี รมว.ศึกษาธิการเป็นประธาน

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34284&Key=hotnews

ปรับเกณฑ์มาตรฐานครู

30 กันยายน 2556

นายไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานคุรุสภา เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการคุรุสภาเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาคัดเลือกรองเลขาธิการคุรุสภา 4 ตำแหน่ง ประกอบด้วย นายก๊ก ดอนสำราญ รองผอ.สพป.เลย เขต 2 นายสนอง ทาหอม ผอ.ร.ร.บ้านตาอุด สพป.ศรีสะเกษ เขต 3 นายสำเริง กุจิรพันธ์ ผอ.ร.ร.อนุบาลนครปฐม สพป.นครปฐม เขต 1 และนายสุรินทร์ อินทรักษา ผอ.ร.ร.บ้านป่าเหมือด สพป.เชียงใหม่ เขต 2 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี พร้อมกันนี้ยังหารือถึงข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ และจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2556 และข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ พ.ศ.2556 ที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. เห็นชอบ และอยู่ระหว่างประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้นเมื่อมีมาตรฐานวิชาชีพฉบับใหม่ คุรุสภาจะกำหนดหลักเกณฑ์ให้คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ทั่วประเทศ นำไปพัฒนาหลักสูตรทั้งปริญญาตรี โท และเอก

“มาตรฐานวิชาชีพใหม่นี้จะเป็นแนวทางให้ครูและผู้บริหารทางการศึกษาปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์นี้ โดยคุรุสภาจะสรุปหัวใจหลักๆ เผยแพร่ให้กับผู้ประกอบวิชาชีพได้รับทราบต่อไป โดยจุดเน้นหลักๆ จะมุ่งเน้นให้ครูรุ่นใหม่สอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์และพัฒนาเต็มตามศักยภาพ ผู้บริหารต้องเป็นผู้นำทางวิชาการ บริหารงานตรงไปตรงมา ศึกษานิเทศก์รุ่นใหม่ต้องทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม” นายไพฑูรย์กล่าว

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34291&Key=hotnews

ผลสำรวจเผยครูผู้ชำนาญการใช้เทคโนโลยีกำลังปฏิวัติการเรียนการสอนทั่วเอเชีย

27 กันยายน 2556

ผลวิจัยล่าสุดจาก เคมบริดจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กแซมมิเนชั่นส์ (Cambridge International Examinations) แสดงให้เห็นว่า ครูผู้มีความเชื่อมั่นและปราดเปรื่องด้านเทคโนโลยีช่วยให้นักเรียนยุคปัจจุบันได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีในห้องเรียน จากการสำรวจครูอาจารย์กว่า 500 คนทั่วโลกเนื่องในวันครูโลก หรือ World Teachers’ Day ประจำปี 2556 เผยว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ในทวีปเอเชียได้จัดทำยุทธศาสตร์ไอที และใช้โซลูชั่นแปลกใหม่ในห้องเรียน

ครูจำนวนมากในเอเชียเริ่มใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเพื่อเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอน ครูกว่าหนึ่งในสามใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตรุ่นล่าสุดในห้องเรียน และอีกหนึ่งในสามใช้แอพลิเคชั่นหรือโซเชียลเน็ตเวิร์กในห้องเรียนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษา ในขณะที่เทคโนโลยีดั้งเดิมอย่างวิทยุ โทรทัศน์ และเครื่องเล่นซีดีกำลังเสื่อมความนิยมนั้น ครูกว่า 80% ในปัจจุบันใช้โน้ตบุ๊กในห้องเรียนเพื่อสนับสนุนการสอน ส่วนนักเรียนกว่าสามในสี่ใช้โน้ตบุ๊กเพื่อเข้าถึงบทเรียน โดยโรงเรียนหลายแห่งกำลังแก้ปัญหาการเข้าถึงเทคโนโลยีด้วยการอนุญาตให้นักเรียนใช้โน้ตบุ๊กของตนเองได้ นอกจากนี้ กระแส “Bring Your Own Device” (BOYD) ก็กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในโรงเรียน โดยครูกว่า 75% ยืนยันว่านักเรียนได้รับอนุญาตให้นำเครื่องของตนเองมาใช้ในห้องเรียนได้

สำหรับในอนาคตนั้น ผลสำรวจเผยให้เห็นว่า ครูในเอเชียเกือบทั้งหมดที่ร่วมตอบแบบสำรวจเชื่อว่า เทคโนโลยีสามารถข้ามผ่านพรมแดนและเขตเวลาได้ โดยครู 85% อยากเห็นการใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงห้องเรียนทั่วโลก เพื่อแบ่งปันข้อมูลและวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด ในขณะที่ครูกว่าสองในสามอยากเห็นผู้ที่ปราดเปรื่องที่สุดในแต่ละสาขาทำการสอนเชิงโต้ตอบผ่านทางออนไลน์ นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจหนึ่งในสามรู้สึกว่า ในช่วง 10 ปีข้างหน้า นักเรียนจะเรียนในห้องเรียนเสมือนจริง ซึ่งจะทำให้ห้องเรียนจริงล้าสมัย และเลิกใช้กันในที่สุด

ที่เคมบริดจ์ เราสนับสนุนครูและนักเรียนในด้านนี้ผ่านพื้นที่การเรียนออนไลน์รูปแบบใหม่สำหรับโรงเรียนต่างๆ โดยโรงเรียนที่เปิดสอนวิชา Cambridge IGCSE Global Perspectives ซึ่งเป็นสหวิทยาการที่พัฒนาทักษะการสื่อสารของผู้เรียนนั้น สามารถเข้าถึงพื้นที่การเรียนรู้ออนไลน์แห่งใหม่ที่มอบประสบการณ์การเรียนให้แก่นักเรียนในห้องเรียนทั่วโลก หลักสูตรนี้จะช่วยให้โรงเรียนแต่ละแห่งทำงานร่วมกันและสร้างชุมชนออนไลน์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมนวัตกรรมและความเป็นเลิศด้านการศึกษาสู่ระดับสากล

ไมเคิล โอซัลลิแวน ประธานบริหารของเคมบริดจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กแซมมิเนชั่นส์ กล่าวว่า:  “โลกกำลังมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอัตราที่น่าทึ่ง เนื่องในโอกาสที่เราร่วมยกย่องวิชาชีพครูในวันครูโลก ผมจึงรู้สึกยินดีที่ผลสำรวจของเราได้แสดงให้เห็นว่า ครูทั่วโลกขานรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ในเชิงบวก ซึ่งเป็นสัญญาณว่าครูทั่วโลกเข้าใจถึงความจำเป็นในการบ่มเพาะทักษะที่จำเป็นให้แก่นักเรียนเพื่อการใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะเหล่านี้ไม่ใช่สำหรับใช้ในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิต และสำหรับเด็กและเยาวชนในโลกยุคใหม่”

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ
การสำรวจจัดทำโดยเคมบริดจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กแซมมิเนชั่นส์ ในระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2556 โดยมีครูจากโรงเรียนในเครือเคมบริดจ์ทั่วโลกร่วมตอบแบบสำรวจเป็นจำนวน 519 ราย

หากท่านต้องการดูผลสำรวจทั้งหมด กรุณาติดต่อ อลิซ กัตต์แมนน์ จากมันโร แอนด์ ฟอร์สเตอร์

เคมบริดจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กแซมมิเนชั่นส์

เคมบริดจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กแซมมิเนชั่นส์ เป็นผู้ให้บริการโปรแกรมการศึกษาระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก สำหรับบุคคลอายุตั้งแต่ 5 – 19 ปี เราเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกที่มีความเป็นเลิศทางการศึกษา ชื่อเสียงของเราเป็นที่ยอมรับจากมหาวิทยาลัยและผู้จ้างงานทั่วโลก เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ www.cie.org.uk

Cambridge Global Perspectives

Cambridge Global Perspectives คือหลักสูตรสหวิทยาการซึ่งเปิดสอนอยู่ที่ Cambridge IGCSE, Cambridge International AS Level และ Cambridge Pre-U ผู้เรียนจะได้พัฒนาทักษะในการสื่อสาร การทำวิจัยอิสระ และการคิดเชิงวิพากษ์ ด้วยการสำรวจประเด็นระดับโลกจากมุมมองส่วนบุคคล ระหว่างบุคคล และระดับประเทศ

แหล่งข่าว: เคมบริดจ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กแซมมิเนชั่นส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34269&Key=hotnews

เผยข้อมูลตอกย้ำปัญหาการอาชีวะไทย

27 กันยายน 2556

ผลการเก็บข้อมูลการอาชีวศึกษา  5 ภูมิภาค พบปัญหาเพียบทั้งขาดแคลนบุคลากร ครุภัณฑ์เก่าเก็บ คุณภาพผู้เรียนไม่ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ เตรียมวิพากษ์สรุปอีกครั้ง 30 ก.ย.นี้
วานนี้ (26ก.ย.) ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.) เปิดเผยว่า ตามที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ(ศธ.) มอบหมายให้ มจพ. ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ดำเนินการศึกษาสถานการณ์อาชีวศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาอาชีวศึกษาของประเทศนั้น ที่ผ่านมาได้มีการลงพื้นที่รับฟังความเห็นและตรวจเยี่ยมสถานศึกษา เพื่อรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือไปแล้ว ล่าสุดได้มีการรับฟังความเห็นในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเสร็จเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ซึ่งจากข้อมูลที่ได้ก็พบลักษณะปัญหาคล้ายคลึงกันกับ 3 ภูมิภาคก่อน คือ กำลังจะมีปัญหาขาดแคลนบุคลากร ครูผู้สอนในสถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐ5 ปีข้างหน้า เพราะครูอาวุโสที่มีความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติจะเกษียณอายุราชการเป็นจำนวนมาก ขณะที่ครูที่มีอยู่และครูรุ่นใหม่ทั้งของรัฐและเอกชนจะขาดประสบการณ์การทำงานในสถานประกอบการ เนื่องจากส่วนใหญ่เมื่อเรียบจบแล้วจะเข้ามาเป็นครูทันทีทำให้ไม่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่สอนเท่าที่ควร อีกทั้งครูอัตราจ้างรายปีก็ไม่มีความมั่นคง มีการเข้าออกบ่อยทำให้การเรียนการสอนขาดความต่อเนื่อง

ศ.ดร.ธีรวุฒิกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของครุภัณฑ์อาชีวศึกษาก็มีปัญหามาก เพราะส่วนใหญ่เป็นครุภัณฑ์เก่า ล้าสมัย ขณะที่ครุภัณฑ์ที่มีการจัดซื้อตามโครงการไทยเข้มแข็ง หรือ เอสพี 2 ก็จัดให้บางสถานศึกษาเป็นจำนวนมาก แต่บางแห่งกลับไม่ได้รับเลย ที่สำคัญครุภัณฑ์ใหม่ที่ได้รับ ส่วนมากจะไม่สามารถใช้สอนได้ เพราะไม่ตรงตามหลักสูตรรายวิชา จึงต้องนำไปกองทิ้งไว้ทำให้เสียพื้นที่ที่จะใช้ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากส่วนกลางเป็นผู้จัดซื้อให้สถานศึกษาโดยไม่ได้พิจารณาความต้องการของสถานศึกษา นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กอาชีวะปัจจุบันมีความรู้รอบตัวค่อนข้างน้อย รวมถึงทักษะภาษาไทยด้วย และผู้จบการศึกษาในภาพรวมมีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ ทำให้ต้องการรับผู้ที่จบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) หรือ ปริญญาตรี เข้าทำงานมากกว่าประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) เพราะบรรลุนิติภาวะและมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่า

“สำหรับการเปิดอาชีวศึกษาอำเภอตามแนวคิด 1อำเภอ 1อาชีวศึกษา หรือวิทยาลัยแห่งที่ 2 นั้น ผู้แทนสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั้งของเอกชนและรัฐบาล โดยเฉพาะวิทยาลัยเทคนิคและวิทยาลัยการอาชีพมีความเห็นตรงกันกับทุกภาคว่า ไม่เห็นด้วย เพราะกลุ่มเป้าหมายก็เป็นกลุ่มเดียวกัน จึงเสนอว่าควรพัฒนาสถานศึกษาที่มีอยู่แล้วให้ดีก่อน หรือสร้างหอพักเพื่อให้ทุนแก่เด็กจากตำบลต่าง ๆ เข้ามาเรียนน่าจะคุ้มค่ากว่าการไปลงทุนตั้งสถานศึกษาใหม่แล้วต้องมาแย่งเด็กกันเอง”ศ.ดร.ธีรวุฒิ กล่าวและว่า ทั้งนี้จะมีการจัดประชุมเพื่อวิพากษ์และสรุปภาพรวมการจัดการอาชีวศึกษาทั้งหมดในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ที่ มจพ. โดยจะเชิญตัวแทนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ความเห็นอีกครั้งก่อนที่จะสรุปแนวทางแก้ไขปัญหา และ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาการอาชีวศึกษาของประเทศต่อรมว.ศธ.ต่อไป

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34267&Key=hotnews

สกศ.ระดมความคิดวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหาการจัดศึกษาทางเลือก

27 กันยายน 2556

ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เมื่อวันที่ 26 กันยายน น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมวิชาการเรื่อง “การจัดการศึกษาทางเลือกในประเทศไทย” โดยมีตัวแทนกลุ่มการศึกษาทางเลือกต่างๆ การศึกษาบ้านเรียน หรือโฮมสคูล ร่วมประชุมว่า การจัดประชุมครั้งนี้ เพื่อระดมความเห็นว่า ต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ส่งเสริมการจัดการศึกษาของกลุ่มการศึกษาทางเลือกในด้านใดบ้าง เพราะก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีได้ย้ำกับนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ให้ดูแลการจัดการศึกษาทางเลือกให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ม.12 กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งการศึกษาตามอัธยาศัยนั้น ก็ร่วมการศึกษาทางเลือกด้วย โดยต้องเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ทั้งครอบครัว ชุมชน เอกชน รวมถึงโฮมสคูลและบุคคล องค์กรที่รวมกลุ่มกันจัดการศึกษาด้วย

น.ส.ศศิธารากล่าวว่า ปัจจุบันการศึกษาทางเลือกมีอยู่หลากหลายและที่ผ่านมากลุ่มการศึกษาทางเลือกได้มีการร้องเรียนเข้ามาว่า รัฐไม่ดูแล ไม่ให้ความเสมอภาคเช่นเดียวกับที่รัฐสนับสนุนสถานศึกษาในระบบ เช่น ประเด็นค่าใช้จ่ายรายหัวที่ ปัจจุบันรัฐจัดสรรให้สถานศึกษาในระบบ แต่ไม่ได้จัดสรรให้โฮมสคูล ก็มีประเด็นว่า โฮมสคูลควรได้รับการจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายรายหัวด้วยหรือไม่ ถ้าโฮมสคูลแห่งนั้น สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งนี้ สกศ.จะเร่งสรุปความคิดเห็น เพื่อให้แนวทางแก้ปัญหาการจัดการศึกษาและสรุปประเด็นทั้งหมดเสนอนายกฯพิจารณาต่อไป

Source – มติชนออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34266&Key=hotnews

รมว.ศธ.ยันการศึกษาต้องเป็นวาระแห่งชาติ เร่งแก้ให้ทันประเทศพัฒนา

26 กันยายน 2556

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 25 กันยายน นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงเรื่องการจัดซื้อแท็บเล็ตว่า การซื้อแท็บเล็ตให้แก่เด็กประถมศึกษาปีที่ 1 จากผลการสำรวจ ร้อยละ 96.72 นักเรียนเชื่อว่าแท็บเล็ตมีประโยชน์ต่อการศึกษา แต่ก็ยอมรับว่าเกิดปัญหาในขั้นตอนการจัดซื้อ ทางเทคนิคและวิธีการ การประมูลแท็บเล็ตครั้งล่าสุด ทางกระทรวงศึกษาธิการได้แบ่งโซนพื้นที่รับผิดชอบเพื่อดูแลการแจกจ่ายแท็บเล็ตแต่ละพื้นที่ ซึ่งน่าจะเกิดวามสะดวกมากกว่าการดูแลทั้งประเทศ ซึ่งคงจะได้มีการสำรวจความเห็น ข้อสรุปว่าวิธีดังกล่าวจะเป็นประโยชน์มากกว่าได้หรือไม่ ทั้งนี้ การใช้แท็บเล็ตของนักเรียนอาจยังเกิดปัญหาด้านการใช้งานที่ถูกต้อง แต่ตนอยากให้คำนึงถึงความล่าช้าของนักเรียนต่อการเข้าถึงระบบการศึกษามากกว่า โดยในอนาคตทางกระทรวงศึกษาธิการจะได้สร้างมาตรฐานเนื้อหาการศึกษา และจัดทำแผนแม่บทเพื่อครอบคลุมกับการใช้ในอนาคตทุกชั้นวิชา และอุปกรณ์เพื่อการศึกษาอื่นๆ ที่นอกเหนือจากแท็บเล็ต

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ส่วนกองทุนตั้งตัวได้ นายกฯได้กำชับเรื่องนี้ ซึ่งขณะนี้ได้มีร่างระเบียบออกมาแล้ว คาดว่าเดือนตุลาคมน่าจะจ่ายเงินได้ นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังมีแผนการทำกองทุนตั้งตัวได้สำหรับเด็กอาชีวะด้วย จึงเชื่อว่าเงินกองทุนตั้งตัวได้รวมกับงวดแรกเป็นจำนวน 6,000 กว่าล้านบาท จะสร้างผู้ประกอบการให้เกิดขึ้นตามที่วางไว้ ขณะที่การปรับลดงบประมาณกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) นั้น ยอมรับว่าเกิดปัญหาการทำงานหลายอย่าง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเงินกู้ แต่ยังเกิดปัญหาช่องโหว่การให้อำนาจสถานศึกษาเป็นผู้พิจารณานักเรียนสมควรได้รับการกู้ยืม ซึ่งอาจไม่ทั่วถึงสำหรับผู้จำเป็น รวมถึงการบริหารจัดการใช้เงินของผู้กู้ก็มีปัญหา ขณะเดียวกัน ก็เกิดหนี้เสียสูงและต้นทุนบริหารหนี้ยังเพิ่มขึ้น โดยกระทรวงศึกษาธิการจะได้มีการหารือเพื่อทบทวนความคิดกันใหม่ และจะได้มีการประสานเชื่อมโยงกับการกู้แบบ กรอ. ซึ่งเป็นกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคตร่วมด้วย

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า สำหรับการพัฒนาเด็กให้อ่านออกเขียนได้ โดยผลการสุ่มตรวจวัดเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และปีที่ 6 โดยกระทรวงศึกษาธิการพบว่า ยังมีเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จำนวนมาก ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเราควรมองปัญหาที่ระบบการศึกษา ไม่ใช่ปัญหารัฐบาล เพราะถึงแม้รัฐบาลจะมุ่งเน้นให้การศึกษาเต็มที่ 1 ปี ก็ใช่ว่าเด็กทุกคนจะรับได้หมด เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เรื่องนี้จึงถือเป็นปัญหาร่วมกัน ซึ่งถึงแม้การจัดอันดับของ The World Economic Forum หรือการวัดความเห็นของนักธุรกิจในอาเซียนจะจัดอันดับการศึกษาไทยให้อยู่ในลำดับที่ 8 แต่ทางกระทรวงศึกษาธิการเองก็ยังจะต้องปรับปรุงและแก้ปัญหาการศึกษาอีกมาก เพื่อให้ทันกับประเทศพัฒนา และเห็นว่าควรจัดเป็นวาระแห่งชาติต่อไปด้วย

Source – มติชนออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34254&Key=hotnews

 

จาตุรนต์หนุนแยกห้องติวเข้มเด็กอ่าน – เขียนแย่

26 กันยายน 2556

“จาตุรนต์” หนุนแยกห้องติวเข้มทั้งระบบแก้เด็ก 2 แสนอ่านเขียนแย่ เตรียมดันแบบวัดผลภาษาไทยมาตรฐานทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. การประชุมสภาเพื่อพิจารณารับทราบรายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หรือ การแถลงผลงานของรัฐบาล นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ชี้แจงถึงกรณี สส.พรรคประชาธิปัตย์อภิปรายนโยบายจัดซื้อแท็บเล็ตของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ปัญหาการจัดซื้อแท็บเล็ตล่าช้า เพราะวิธีการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ที่กำหนดสเปกให้มีความโปร่งใสใช้เวลาเกินกว่าปีงบประมาณโดยลืมไปว่าความล่าช้านั้นทำให้นักเรียนและครูเสียโอกาสอันประเมินค่าไม่ได้ ดังนั้น ทาง ศธ.จึงจะมีการประมวลการจัดซื้อ 2 ปีงบประมาณที่ผ่านมาเพื่อมาปรับปรุงและจัดทำระบบการจัดซื้อให้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันมีความสุจริตโปร่งใสด้วย

อย่างไรก็ตามยืนยันว่า มีงานวิจัยข้อมูลเชิงคุณภาพและปริมาณจาก 500 กว่าโรงเรียนถึงการศึกษาเรียนรู้จากแท็บเล็ต พบว่า มีนักเรียนและครูเห็นว่าแท็บเล็ตมีผลสัมฤทธิ์เพิ่มมากที่สุด 62.05% ครูประถมศึกษา 75.45% เห็นว่าการเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้น และนักเรียนถึง 96.72% มีทัศนคติว่าแท็บเล็ตมีประโยชน์ ทั้งนี้ทาง ศธ.เห็นว่าระบบการผลิตเนื้อหาที่จะใช้กับแท็บเล็ตต้องมีระบบคัดกรอง และกำหนดมาตรฐานสำหรับเนื้อหา โดยนายกรัฐมนตรี และทางศธ.มีความสนใจทำแผนแม่บทที่ครอบคลุมการใช้สื่อในอุปกรณ์เทคโนโลยีทุกชนิดทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุ้ค มือถือ และแท็บเล็ต ให้ครอบคลุมทุกชั้นเรียน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ ศธ.ต้องเร่งดำเนินการ

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า จากการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาของไทยรั้งท้ายอาเซียนของ World Economic Forum และการสแกนทักษะของนักเรียน ป.3 และ ป.6 ที่พบว่าเด็กกว่า 2 แสนคนทั่วประเทศมีทักษะการอ่านออกเขียนได้อยู่ในระดับแย่นั้น ชัดเจนว่ายิ่งต้องปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีปัญหาที่ขณะนี้เด็กตั้งแต่ ป.1-ป.3 ต้องเรียนถึง 8 กลุ่มสาระวิชา โดยทำให้มีเวลาที่เรียนภาษไทยน้อยมาก และการสอนของครูที่เน้นให้อ่านและจำเป็นคำๆ แทนที่จะสอนให้นักเรียนสะกดคำ ดังนั้นในปีการศึกษานี้ควรจะมีการแยกเด็กมาติวเข้ม สอนพิเศษหรือแยกออกมาเป็นห้องต่างหาก ที่ผ่านมามีการทำมาแล้วเพียงบางจุด แต่ต่อไปนี้จะต้องทำทั้งระบบเหมือนกัน

“ที่สำคัญ คือ ประเทศไทยไม่มีระบบการทดสอบวัดผลภาษาไทยที่เป็นมาตรฐานร่วมกันทั้งประเทศ ปล่อยให้ครูแต่ละแห่งวัดเกรดกันไปโดยอัธยาศัย ต่างจากภาษาอังกฤษและจีนที่มีการวัดผลอย่างเป็นระบบ ดังนั้นการจัดทำการวัดผลภาษาไทย จะอยู่ในส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา ที่ต้องผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ โดยวันที่ 27 ก.ย.นี้ จะหารือกับนายกฯ ถึงแผนการปฏิรูปการศึกษาด้วย” นายจาตุรนต์กล่าว

ที่มา: http://www.posttoday.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34253&Key=hotnews

“อ๋อย” แนะมหา’ลัยจับมือจัดรับตรง

26 กันยายน 2556

‘อ๋อย’ ชี้สอบรับตรงวันเดียวกันไม่แก้ปัญหา แนะจับมือจัดสอบเพิ่มโอกาสเด็ก
เมื่อวันที่ 25 ก.ย.นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงแนวคิดของ รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีต รมช.ศธ. ที่เสนอว่ามหาวิทยาลัยควรจัดสอบรับตรงพร้อมกัน เพื่อลดปัญหาการวิ่งรอกสอบ ว่า การให้มหาวิทยาลัยจัดสอบรับตรงพร้อมกันหมดในวันเดียวกัน จะเป็นปัญหาอีกแบบหนึ่งที่ทำให้เด็กขาดโอกาส เพราะเด็กจะมีโอกาสเข้าสอบได้เพียงมหาวิทยาลัยเดียว เมื่อสอบพลาดก็จะพลาดเลย ขณะที่มหาวิทยาลัยก็จะรู้สึกเสียโอกาสเหมือนกัน ดังนั้น ตนจึงเห็นว่าแนวทางที่ให้มหาวิทยาลัยมาจัดระบบรับตรงร่วมกันจะเป็นประโยชน์ที่สุด เพราะเด็กสอบเพียงครั้งเดียวแต่สามารถใช้คะแนน และการเลือกมหาวิทยาลัยของเด็กเป็นตัวตัดสินได้ว่าเด็กจะสอบได้ที่ใด อย่างไรก็ตามการสอบรับตรงยังคงมีอยู่ต่อไปได้ โดยเฉพาะการรับตรงในระบบโควต้า หรือการรับตรงหลังจากการสอบแอดมิชชั่น เพราะตนไม่ได้ต้องการปิดโอกาสการสอบรับตรง 100% เพียงแต่มหาวิทยาลัยไม่ควรจัดสอบตรงเองเท่านั้น “ผมได้พูดตั้งแต่ต้นแล้วว่าเรื่องนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องมาร่วมกันคิดว่าจะดำเนินการอย่างไรกับการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งจากการรับฟังความคิดเห็นในเบื้องต้นจากผู้ปกครอง นักเรียน และครู ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยที่จะให้มีการปรับระบบการรับคัดเลือกฯ มีเพียงกลุ่มเด็กม.6 บางส่วนที่ยังไม่แน่ใจว่าควรจะให้ปรับดีหรือไม่ เพราะกลัวจะกระทบกับการที่เด็กได้เตรียมตัวสอบมาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ผมประกาศชัดเจนแล้วว่าหากจะมีการปรับระบบการคัดเลือกฯ จริงจะต้องไม่ให้กระทบต่อนักเรียนที่เตรียมตัวมาแล้ว เช่น การเลิกสอบรับตรงจะทำไม่ได้อยู่แล้ว แต่การเลื่อนเวลาสอบสามารถทำได้ อย่างไรก็ตามการที่จะปรับระบบคัดเลือกฯ ทั้งระบบนั้น อย่างเร็วจะต้องเริ่มที่เด็ก ม.4 ในปัจจุบัน หรืออย่างช้าต้องเริ่มที่เด็ก ม.3 ในปัจจุบัน” รมว.ศธ. กล่าว รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีที่มีเด็กออกมาระบุว่า ข้อสอบตรงของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีความยากมาก ออกไม่ตรงตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น เป็นเครื่องยืนยันว่าการออกข้อสอบในระบบรับตรงของมหาวิทยาลัยเป็นปัญหาจริง ตนจึงอยากให้มีการออกข้อสอบสอดคล้องกับหลักสูตรฯมากขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงขอความร่วมือ และเสนอปัญหาให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความตระหนักในปัญหาดังกล่าว.

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34252&Key=hotnews

พนง.มหาวิทยาลัยครวญ ครม.จ่ายโบนัสไม่ครอบคลุม

26 กันยายน 2556

พนักงานมหาวิทยาลัยรัฐโอดครวญมติ ครม.จ่ายโบนัสข้าราชการไม่ครอบคลุมถึง ชี้พนักงานมหาวิทยาลัยรัฐเป็นคนกลุ่มใหญ่ในสถาบันอุดมศึกษาวอนขอความเป็นธรรม…เมื่อวันที่ 25 ก.ย. รศ.วีรชัย พุทธวงศ์ ประธานหลักสูตรนิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ในฐานะเลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ กล่าวว่า จากกรณีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา พิจารณาจัดสรรเงินรางวัลประจำปีงบประมาณ 2555 สำหรับส่วนราชการจังหวัดและสถาบันอุดมศึกษาตามความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.) เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่มติ ครม. ดังกล่าว ไม่ครอบคลุมพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกลุ่มใหญ่ที่สุดในสถาบันอุดมศึกษาทั้งนี้ จากข้อมูลจำนวนบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทั้ง 79 แห่ง มี 165,341 คน และมีข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาในระบบที่มีสิทธิรับโบนัสเพียง 33,649 คน โดยพนักงานมหาวิทยาลัยเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในระบบ กำเนิดมาจาก มติ ครม. เมื่อปี 2542 ที่มีมติให้จ้างพนักงาน ทดแทนอัตราข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย เพื่อรองรับการออกนอกระบบในปี 2545 และทุกคนมีส่วนร่วมในการผลักดันองค์กรของรัฐ จึงไม่ยุติธรรมที่จะเลือกปฏิบัติในการให้โบนัสของรัฐบาล

นายณัฐปคัลภ์ ญาณมโนวิศิษฏ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่า แม้ในมหาวิทยาลัยรัฐจำนวนมากมีสัดส่วนพนักงานมากกว่า 80% แต่ผู้บริหารส่วนใหญ่ก็ยังเป็นข้าราชการ และเมื่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ ครม. ให้โบนัสบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา เป็นเงินรางวัลให้กับบุคลากรที่สร้างสรรค์ผลงานให้สถาบันตนเอง โดยให้เป็นเงินพิเศษโบนัส แต่โบนัสเหล่านี้กลับห้ามแจกจ่ายให้พนักงานมหาวิทยาลัย ส่วนผู้บริหารรับหลักหลายแสนบาท

ด้าน นายประทัย พิริยะสุรวงศ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่า พนักงานมหาวิทยาลัยเป็นกลุ่มคนกลุ่มแรกที่รัฐ และผู้บริหารมหาวิทยาลัยมักจะลืม และเป็นปัญหามานานกว่า 14 ปี จึงขอวิงวอนทุกภาคส่วนทำความเข้าใจและทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ในปัจจุบัน พนักงานมหาวิทยาลัยส่วนหนึ่ง ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมในการปรับเงินเดือน ที่ไม่ครบตามเกณฑ์กลางที่กำหนด และยังมาถูกบั่นทอนขวัญกำลังใจจากโบนัสรางวัลของภาครัฐและผู้บริหารมหาวิทยาลัย ที่มีการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจนอีก

ที่มา: http://www.thairath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34250&Key=hotnews