สพฐ.เตรียมจัดทัพเขตพื้นที่

24 ตุลาคม 2556

นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ในเร็ว ๆ นี้ ตนจะเสนอโยกย้ายผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทดแทนในตำแหน่งที่ว่างหรือเกษียณอายุราชการ จากนั้นจะดำเนินการสอบแทนตำแหน่งที่ว่าง 47 อัตราทั่วประเทศ ส่วนกรณีของกลุ่มรอง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 20 รายที่สอบในตำแหน่ง ผอ.สพท.ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองนั้น ขณะนี้คดียังไม่สิ้นสุดก็ต้องรอฟังผลก่อนว่า ศาลจะมีคำสั่งเช่นไร หากพิพากษาให้ผู้ร้องชนะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ต้องเตรียมอัตราเพื่อบรรจุให้ แต่หากมีคำพิพากษาว่าการดำเนินการที่ผ่านมาชอบแล้ว สพฐ.ก็สามารถดำเนินการจัดสอบอีกครั้งหรือเรียกจากผู้ที่ขึ้นบัญชีได้

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ภายหลังเสร็จสิ้นการโยกย้ายดังกล่าวแล้ว สพฐ.จะเตรียมการจัดสอบแข่งขันบรรจุบุคคลดำรงตำแหน่งราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ และเหตุจำเป็น ว 12 ประจำปี 2556 ซึ่งจะคัดเลือกจากพนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราว ที่ปฏิบัติงานอยู่แล้ว มากกว่า 3 ปี ซึ่งครั้งนี้น่าจะสอบคัดเลือกถึงกว่า 1,000 อัตรา โดยจะมอบให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้ดำเนินการ และจะมีการเพิ่มการสอบสัมภาษณ์เข้าไปด้วย จากเดิมที่การสอบแข่งขันคัดเลือกครูผู้ช่วย ว 12 ประจำปี 2555 ไม่มีการสอบสัมภาษณ์.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34554&Key=hotnews

 

‘คุรุสภา’ รุกพีอาร์เรื่องใบวิชาชีพครูแต่งตัวรับอาเซียน

24 ตุลาคม 2556

นายก๊ก ดอนสำราญ รองเลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า การทำงานของคุรุสภา จำเป็นต้องอาศัยการสื่อสารที่ดี เพื่อให้สมาชิกทั่วประเทศเกิดความเข้าใจตรงกัน โดยเฉพาะเรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเพราะมีครูเป็นล้านคน ถ้าสื่อสารไม่ดีพอก็จะเป็นปัญหาคอขวดและเป็นจุดบอดได้ อย่างไรก็ตาม การทำงานของคุรุสภาถึงแม้ว่าจะทำดีขนาดไหนถ้าไม่มีการประชาสัมพันธ์ที่ดีก็ไม่ได้ผล ดังนั้น คุรุสภา จึงเปิดช่องทางประชาสัมพันธ์โดยนำสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ และเอสเอ็มเอสมาใช้เพื่อให้ครูทั่วประเทศสามารถติดตามข่าวสารได้อย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายประชาสัมพันธ์คุรุสภาในทุกเขต ทุกจังหวัด ช่วยกระจายข่าวให้ครูได้รับรู้ข้อมูล โดยตนจะเสนอต่อที่ประชุมกรรมการคุรุสภาว่าควรมีการจัดประชุมเครือข่ายประชาสัมพันธ์ 4 ภาคเพื่อสร้างความเข้าใจในการทำงานต่อไป

“ขณะนี้คุรุสภากำลังจัดทำระบบข้อมูลสืบค้นบนเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาสมาชิกคุรุสภาและผู้สนใจ สามารถสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพทางการศึกษารวมถึงข้อมูลต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ และเพื่อความสะดวกในการสื่อสารกับเพื่อนสมาชิกด้วย”
รองเลขาธิการคุรุสภา กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังได้เตรียมการประชาสัมพันธ์คุรุสภา ซึ่งเป็นสภาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาของประเทศไทย ให้เป็นที่รับรู้ของประเทศเพื่อนบ้าน ในโอกาสที่จะเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยจะจัดทำเอกสารเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และความคืบหน้าการทำงานของคุรุสภา เป็นภาษาอังกฤษ และภาษาอาเซียนด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34553&Key=hotnews

ชง’อาชีวะ’ช่วยอบรมภาษาต่างประเทศ นร.-แรงงาน

24 ตุลาคม 2556

พิมพ์ไทยออนไลน์ //นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และรศ.ดร.เสาวนีย์ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าเข้าพบ ว่า ได้ร่วมหารือกับทางสภาหอการค้าฯ ถึงความร่วมมือในการผลิตบุคลากรสายอาชีพให้ได้คุณภาพตามความต้องการของภาคการผลิตโดยจะให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างทางสภาหอการค้าฯ ม.หอการค้า และ ศธ.เพื่อร่วมกันกำหนดคุณสมบัติสมรรถนะ และหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อผลิตบุคลากรสายอาชีพให้สอดคล้องกับฝ่ายผลิต ซึ่งขณะนี้ทางสภาหอการค้าฯ และม.หอการค้า ได้มีการสำรวจความต้องการของผู้ประกอบการ ดังนั้น ตนจึงได้ขอให้ทางสภาหอการค้าฯ และม.หอการค้า ช่วยเป็นกำลังสำคัญในการหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อร่วมพัฒนาและจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน รวมทั้งขอให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนและจัดการศึกษาให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

นอกจากนี้ ทาง ม.หอการค้า ยังให้ข้อมูลด้วยว่า มหาวิทยาลัยมีการเปิดสอนที่ต่างประเทศ เช่น ประเทศเมียนมาร์ ขณะเดียวกันก็มีการรับนักศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเรียนในประเทศไทยด้วย ซึ่งตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะสอดคล้องกับการที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อย่างไรก็ตาม ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าระบุว่าอยากให้แก้ไขในระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆที่มีผลต่อการเคลื่อนย้ายเพื่อเข้ามาศึกษาต่อ ทั้งของนักเรียนและครูชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในเรื่องการขอวีซ่าซึ่งต้องต่ออายุถี่มาก เช่น นักเรียนต้องต่ออายุวีซ่าทุก 6 เดือน เป็นต้น
ซึ่งตรงนี้ตนจะพยายามประสานเพื่อขอให้มีการแก้ไขกฎระเบียบที่มีความลักลั่น

“มีข้อเสนอด้วยว่า อยากให้ ศธ.เร่งพัฒนาในเรื่องของภาษาอังกฤษให้กับนักเรียน นักศึกษาและแรงงานในสถานประกอบการ ซึ่งตรงนี้ตรงกับนโยบายที่ผมเน้นย้ำ ซึ่งผมได้ให้ความเห็นว่าการเรียนภาษาอังกฤษนั้นจะต้องเรียนอย่างเข้มข้นและใช้เวลาเรียนต่อเนื่อง 1-2 เดือน ซึ่งมีตัวอย่างจากต่างประเทศที่พบว่าวิธีการเรียนแบบเข้มข้นนี้ได้ผลดีจริง โดยเบื้องต้นจะให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นหน่วยงานตั้งต้นไปดำเนินการทำหลักสูตรระยะสั้น และเน้นภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน สำหรับแรงงานในสถานประกอบการ”

ด้าน นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า ในเรื่องการพัฒนาทักษะภาษานั้น รมว.ศึกษาฯจะให้ สอศ.เป็นหน่วยงานเริ่มต้น และมีเป้าหมายดำเนินงาน เป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกการจัดอบรมเรื่องภาษาอังกฤษรวมถึงภาษาจีน และภาษาประเทศเพื่อนบ้าน โดยเน้นจัดอบรมแบบเข้มข้นในช่วงปิดเทอมใหญ่ ใช้ระยะเวลาการอบรม 4-6 สัปดาห์ เพื่อยกระดับความสามารถทางภาษาทั้งนักเรียนและประชาชนทั่วไป และส่วนที่ 2 เน้นสอนภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานสำหรับกลุ่มแรงงานเป็นหลัก เพื่อให้สามารถฟังรู้เรื่องและสื่อสารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ทำเป็นหลักสูตรระยะสั้น 1-2 เดือน โดยสอศ.จะเน้นออกแบบหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานในอาชีพต่างๆ เช่น แม่บ้าน งานโรงแรม งานช่าง ฯลฯ เน้นภาษาเพื่อการทำงานอย่างแท้จริง

ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34550&Key=hotnews

 

สพฐ.เล็งคัด ผอ.สพม.-สพป. 30 ตน.ว่าง

24 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งหน้า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะเสนอแต่งตั้งโยกย้ายผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (ผอ.สพป.) และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (ผอ.สพม.) เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่หรือเกษียณอายุราชการ จากนั้นประมาณ 1-2 เดือนจะเปิดสอบคัดเลือกแต่งตั้ง ผอ.สพป.และ ผอ.สพม.เฉพาะตำแหน่งที่ว่างอยู่ประมาณ 30 อัตราจากอัตราที่ว่างทั้งหมด 47 ตำแหน่ง ซึ่งตำแหน่งที่จะเปิดสอบจะไม่รวม 19 ตำแหน่ง ที่อยู่ ระหว่างขั้นตอนการฟ้องร้องในศาลปกครอง หากศาลปกครองมีคำสั่งออกมาให้ผู้ฟ้องชนะ สพฐ.ก็ยังมีอัตรา เพื่อบรรจุกลุ่มที่ฟ้องได้แต่หากคำพิพากษาออกมาว่าดำเนินการชอบก็สามารถดำเนินการคัดเลือกอีกครั้งหนึ่งหรือเรียกผู้ที่สอบขึ้นบัญชีมาบรรจุแต่งตั้งได้

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สพฐ.ดำเนินการให้เปิดสอบแข่งขันคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วยหลังจากการโยกย้ายข้าราชการครูประจำปี 2556 ซึ่งการเปิดสอบแข่งขันจะจัดสรรจากอัตราเกษียณอายุราชการประจำปี 2556 ที่ สพฐ.ได้รับคืนมาประมาณ 13,000 อัตรา จะแบ่งการสอบแข่งขันเป็น 2 ส่วนคือ การสอบแข่งขันคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งครูผู้ช่วยกรณีทั่วไปประมาณ 75% จากอัตราเกษียณที่ได้รับจัดสรรคืนมา และกรณีการสอบแข่งขันคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งครูผู้ช่วยกรณีที่มีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษหรือ ว12 ประมาณ 25% จากอัตราเกษียณ ซึ่งน่าจะเปิดสอบใหม่ได้ประมาณ 1 พันอัตรา ทั้งนี้ ในการเปิดสอบคัดเลือกรอบใหม่นี้จะใช้หลักเกณฑ์การคัดเลือกตามที่ ก.ค.ศ.กำหนดเหมือนเดิม อาทิ สพฐ.ไม่ได้ดำเนินการออกข้อสอบ และตรวจข้อสอบเองแต่จะให้เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ดำเนินการ และการสอบจะเพิ่มการสอบสัมภาษณ์หรือการสอบภาค ค จากเดิมที่มีแค่การสอบข้อเขียนภาค ก และภาค ข เท่านั้น

แหล่งข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงาน ก.ค.ศ.กำลังรวบรวมรายละเอียดกรณีที่กลุ่มอดีตครูผู้ช่วยยื่นฟ้องศาลปกครองให้คุ้มครองจากกรณีที่ถูกให้ออกจากราชการโดยมิชอบประมาณ 3 ราย โดย ก.ค.ศ.จะต้องทำคำชี้แจงไปยังศาลปกครองตามกระบวนการและขั้นตอนที่ศาลปกครองกำหนด ส่วนกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ทำหนังสือแจ้งมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการขอให้ ก.ค.ศ.แจ้งให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา ดำเนินการตรวจสอบบุคคลที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในตำแหน่งครูผู้ช่วยจำนวน 2,161 ราย ที่อาจมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น สัญญาจ้างที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการสอนมีระยะเวลารวมกันไม่ครบ 3 ปีนั้น ขณะนี้ได้มีการขอข้อมูลเพิ่มเติมจากดีเอสไอและจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ก.ค.ศ. 30 ตุลาคมนี้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34551&Key=hotnews

ปลื้มเด็กเก่งสนใจเป็นครูมากขึ้น

22 ตุลาคม 2556

“ไพฑูรย์ สินลารัตน์”ดีใจสถิติ 2-3 ปีนี้เด็กเก่งสนใจเรียนครูเพิ่มขึ้น แนะสถาบันผลิตครูใช้โอกาสนี้คัดเลือกคนที่มีคุณภาพและตั้งใจเป็นครูจริง ๆ เพื่อประโยชน์ของวงการศึกษาในระยะยาว

วานนี้ (21ต.ค.) ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานกรรมการคุรุสภา กล่าวถึงสถานการณ์การผลิตบัณฑิตสายครูว่า เป็นที่น่ายินดีว่าข้อมูลการรับนิสิต นักศึกษาสายครู ในระยะ 2-3 ปีมานี้ นักเรียนที่เข้ามาจะมีคะแนนสูงกว่าที่ผ่านมา เป็นการสะท้อให้เห็นว่า เด็กเก่งหันมาสนใจวิชาชีพครูมากขึ้น และจากการวิเคราะห์เหตุผลที่สำคัญที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์นี้ คือ การมีโอกาสในการทำงานค่อนข้างชัดเจนเพราะจะมีอัตราจากครูเกษียณเป็นจำนวนมาก อีกทั้งมีเงินเดือนที่ดีเพราะมีบัญชีเงินเดือนของครูเองซึ่งดีกว่าข้าราชการอื่นรวมถึงมีโอกาสก้าวหน้าในวิทยฐานะด้วย ดังนั้นในความเห็นส่วนตัวคิดว่า หากคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์จะใช้โอกาสนี้ดึงคนเก่งเข้ามาเป็นครูตามจำนวนที่ต้องการจริง เชื่อว่าจะทำให้คุณภาพวิชาชีพครูดีขึ้นได้อีกมาก นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าคนเป็นครูชอบการสอบแข่งขัน ยิ่งมีการสอบแข่งขันยิ่งทำให้อยากมา เพราะเมื่อสอบได้เขาจะรู้สึกว่าเขามีคุณภาพ

ประธานคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า ปรากฎการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความสนใจในวิชาชีพครูของเด็กเก่ง ๆ กลับมาแล้ว วงการครูจะใช้จังหวะนี้เพื่อพัฒนาวิชาชีพจริง ๆ ได้หรือไม่ หรือจะใช้เพื่อการหาประโยชน์ของสถาบัน มีเด็กมามากเท่าไหร่ก็รับหมดซึ่งการคิดเช่นนั้นเป็นการคิดระยะสั้น แต่หากจะทำเพื่อประโยชน์ของวงการศึกษาในระยะยาวก็ต้องช่วยกันคัดเลือกคนที่มีคุณภาพและตั้งใจที่จะเป็นครูจริง ๆ และที่สำคัญหากมีทุนสำหรับคนเรียนครูเพิ่มขึ้นมาอีกจะยิ่งเป็นการดึงดูดคนเก่ง ๆ ให้หันมาเรียนครูได้ด้วย

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34537&Key=hotnews

ก.พ.อ.ชง ครม.ขอ 7.6หมื่นล้าน ยก’มาตรฐาน-บุคลากร’ 52 มหา’ลัยใหม่ เล็งขอเพิ่ม 2.3พันล้านขึ้น งด.อาจารย์8%

21 ตุลาคม 2556

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ได้พิจารณาเรื่องการทบทวนขออนุมัติจัดสรรงบประมาณเพิ่มเพื่อพัฒนาสถาบันอุดมศึกษากลุ่มใหม่ 52 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏ 40 แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง มหาวิทยาลัยนครพนม มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ให้ได้มาตรฐานการอุดมศึกษา และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียน เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบโครงการ และงบ 76,679,729,765 บาท เห็นว่าเป็นโครงการที่จะพัฒนาบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษากลุ่มใหม่ และยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษากลุ่มใหม่ได้อย่างดี อย่างไรก็ตาม เพื่อความชัดเจนในเรื่องนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ กรรมการ ก.พ.อ.และประธานกรรมการการอุดมศึกษา ไปปรับปรุงรายละเอียด เพื่อความชัดเจน และความสมบูรณ์ก่อนเสนอที่ประชุม ก.พ.อ.พิจารณาในครั้งต่อไป

นายทศพรกล่าวต่อว่า สำหรับการพิจารณาการเสนอขอปรับปรุงอัตราเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 เช่นเดียวกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อความเสมอภาค และเท่าเทียมกัน เนื่องจากเป็นบุคลากรสายผู้สอนเหมือนกัน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และสร้างแรงจูงใจในการทำงาน โดยพิจารณาให้เสนอขอรับการจัดสรรงบเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงอัตราเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นของข้าราชการครูฯ เป็นเงิน 2,332,990,173.55 บาท ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554-30 กันยายน 2557

“กรณีที่ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ มีหนังสือรายงานข้อมูลความเหลื่อมล้ำ เพื่อขอความเป็นธรรมให้บุคลากรในสถา บันอุดมศึกษา ทั้งปัญหาพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องเดียวกับข้อเรียกร้องของเครือข่ายพนักงานมหาวิทยาลัย กรณีปัญหาข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และกรณีปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ในสถาบันอุดมศึกษา ที่ประชุมเห็นควรดำเนินการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ระเบียบการบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. … จากกรรมการ ก.พ.อ. สภาสถาบันอุดมศึกษา ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา สภาคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา คณะกรรมการบริหารงานบุคคลประจำสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อเสนอที่ประชุม ก.พ.อ.พิจารณา เพื่อให้ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลของพนักงานมหาวิทยาลัยเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน และมีรูปแบบที่เหมาะสม เกิดความเป็นธรรม ส่วนปัญหาบุคลากรทางการแพทย์ในสถาบันอุดมศึกษา เห็นควรมอบหมายให้คณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา พิจารณาแนวทางในการดำเนินการที่เหมาะสมก่อนนำเสนอ ก.พ.อ.พิจารณาต่อไป” นายทศพรกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34529&Key=hotnews

รับ ช.พ.ค.-ช.พ.ส.กรณีพิเศษ

17 ตุลาคม 2556

นายสุรเดช พรหมโชติ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ฐานะกำกับดูแลสำนักสวัสดิภาพครู เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ช.พ.ค. และคณะกรรมการ ช.พ.ส มีมติให้มีการรับสมัครสมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) เป็นกรณีพิเศษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ทศวรรษ สกสค.” โดยเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 1 ก.ย.-30 ธ.ค.นี้

รองเลขาธิการ สกสค. กล่าวต่อไปว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครคือ ต้องไม่เคยเป็นสมาชิก ช.พ.ค.และ ช.พ.ส. มาก่อน ต้องเป็นครูและบคุลากรทางการศึกษา หรือเป็นคู่สมรสของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่ระเบียบช.พ.ค.และระเบียบ ช.พ.ส. กำหนดอายุผู้สมัครเกิน 35 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี (นับถึงวันที่ 31 ธ.ค.2556) และผู้ที่เคยเป็นสมาชิก ช.พ.ค. และ ช.พ.ส.มาก่อน แต่ลาออก ให้มีสิทธิเข้าเป็นสมาชิกใหม่ได้ ซึ่งผู้สมัครอาจมีอายุเกิน 60 ปี ก็ได้

“สำหรับอัตราค่าสมัครสมาชิก ทั้ง ช.พ.ค.และ ช.พ.ส.คนละ 100 บาท ส่วนเงินสงเคราะห์ ล่วงหน้าผู้สมัครรายใหม่อายุ 35 ปีขึ้นไปถึง 55 ปีบริบรูณ์ คนละ 6,500 บาทและผู้ที่มีอายุ 55 ปีบริบรูณ์ขึ้นไปถึง 60 ปี คนละ 8,500 บาท สำหรับกรณีผู้ที่เคยเป็นสมาชิกแต่ลาออกแล้วมาสมัครใหม่อายุไม่เกิน 55 ปีบริบรูณ์คนละ 6,500 บาท อายุ 55 ปีบริบรูณ์ขึ้นไปถึง 60 ปีบริบรูณ์คนละ 8,500 บาท และผู้ที่อายุ 60 ปี บริบรูณ์ขึ้นไปคนละ 12,000 บาท” นายสุรเดช กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34490&Key=hotnews

รมว.ศธ.ชี้ไทยต้องปฏิรูปการศึกษา

18 ตุลาคม 2556

รามคำแหง : “จาตุรนต์” ชี้ 10 ปี การศึกษาไทยไม่ไปไหน ต้องเร่งปฏิรูปการศึกษา เผยที่ผ่านมาไม่มีการปฏิรูปการศึกษาจริงจัง เน้นการจัดองค์กรมากกว่า

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังให้นโยบายการปฏิรูปการศึกษาในพิธีเปิดการสัมมนาอาจารย์แนะแนวจากโรงเรียนมัธยมศึกษาว่า รัฐบาลมีนโยบายในการ “ปฏิรูปการศึกษา” ที่ได้ยินกันมาตลอด จนทำให้รู้สึกเคยชินและเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่การปฏิรูปการศึกษามีหลายด้านและหลายแง่มุม ซึ่งมีความสำคัญต่ออาจารย์แนะแนว เนื่องจากการจะปฏิรูปการศึกษาได้นั้นจะต้องมีการสื่อสารกับครูและอาจารย์ในระบบการศึกษา

ทั้งนี้ การปฏิรูปการศึกษาในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมามีการออกเป็นพระราชบัญญัติการศึกษา การปรับองค์กรเกี่ยวกับการศึกษากันใหม่ จากที่มีองค์กรรับผิดชอบด้านการศึกษาที่อยู่ต่างที่กัน เช่น ศธ. ซึ่งจะมีสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และมีกรมต่างๆประมาณ 13 กรม มีสภาการศึกษาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีทบวงมหาวิทยาลัยที่เป็นหน่วยงานแยกออกไป โดยมีรัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัยดูแล เป็นต้น ทำให้มีการจัดองค์กรกันใหม่ กลายเป็นกระทรวงศึกษาธิการเช่นในปัจจุบัน ที่นำทบวงมหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานสภาการศึกษา เข้ามารวมอยู่ในความดูแลของ ศธ. การจัดให้เป็น 5 องค์กรหลักที่มีข้าราชการระดับ 11 คือ ระดับปลัดกระทรวง 5 คน แต่ละคนไม่ขึ้นต่อกัน และรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง

การจัดองค์กรดังกล่าวทำให้เกิดผลกระทบต่อการย้ายและการจัดองค์กรอื่นๆ เนื่องจากมีการ ตั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่รวมกรมสามัญศึกษา กรมวิชาการ และสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ในการปรับเปลี่ยนนี้ต้องใช้เวลาในการดำเนินการมาก เพราะต้องมีกฎหมายและระเบียบรองรับ

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34510&Key=hotnews

เปิด 4 ทางปรับแผนเงินเดือน พนง. สำนักงบฯ ตั้งงบเบิกจ่ายปี’ 57

18 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมชี้แจงเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินปรับเพิ่มตามคุณวุฒิในปีงบประมาณ 2555-2556 ให้กับพนักงานมหาวิทยาลัยที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งก่อนวันที่ 1 มกราคม 2555 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตามที่ ครม.มีมติอนุมัติจัดสรรงบประมาณเพื่อเบิกจ่ายเงินปรับเพิ่มคุณวุฒิให้กับพนักงานมหาวิทยาลัยที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งก่อนวันที่ 1 มกราคม 2555 จำนวน 54,801 คน จากมหาวิทยาลัยรัฐ จำนวน 79 แห่ง แต่ในปีงบประมาณ 2556 สำนักงบประมาณขอให้มหาวิทยาลัยใช้งบเหลือจ่ายของมหาวิทยาลัยเบิกจ่ายเอง และจะตั้งงบให้ในปีงบประมาณ 2557 ทำให้มหาวิทยาลัยไม่กล้านำเงินรายได้จ่ายให้กับพนักงาน เพราะเกรงว่าจะกระทบกับโครงการอื่นๆ ว่า ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้หารือกับสำนักงบประมาณ ได้ข้อสรุปเบื้องต้น ว่า สำนักงบประมาณจะไม่สามารถตั้งงบชดเชยให้มหาวิทยาลัยที่จ่ายเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยไปแล้วในปีงบประมาณ 2556 ได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ แต่จะตั้งงบเบิกจ่ายให้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 เป็นต้นไป โดยมีแนวทางให้มหาวิทยาลัยดำเนินการ 4 แนวทาง คือ

1.กรณีมหาวิทยาลัยที่ได้นำเงินรายได้จ่ายไปแล้ว จะขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายในโครงการอื่นๆ ได้

2.สำหรับสถาบันอุดมศึกษา 10 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) กาญจนบุรี มรภ.เชียงราย มรภ.นครปฐม มรภ.นครศรีธรรมราช มรภ.บุรีรัมย์ มรภ.พระนคร มรภ.ยะลา มรภ.สงขลา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี และ มทร.รัตนโกสินทร์ ได้ใช้เงินรายได้ ของมหาวิทยาลัยจ่ายเงินเดือนพนักงานในปีงบประมาณ 2556 ไปแล้ว โดยได้ปรับแผนโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยและเสนอของบจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้างเพิ่มซึ่ง ครม.มีมติเห็นชอบตามที่เสนอ
นายเสริมศักดิ์กล่าวต่อว่า

3.กรณีมหาวิทยาลัยไม่มีเงินเหลือจ่ายในปีงบประมาณ 2556 สามารถขอปรับแผนการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2557 โดยอาจจะเสนอ ขอเป็นงบจัดซื้อครุภัณฑ์แทน และขอรับการจัดสรรงบประมาณในส่วนที่ขาดในปีงบ ประมาณ 2558 ได้ และ

4.กรณีอัตราว่างของพนักงานมหาวิทยาลัย ณ วันที่ 1 มกราคม 2555 ซึ่งสำนักงบประมาณไม่ได้จัดสรรงบสำหรับปรับเพิ่มตามคุณวุฒิให้ แต่ภายหลังมหาวิทยาลัยได้บรรจุพนักงานมหาวิทยาลัยแล้ว สถาบันอุดมศึกษาก็สามารถพิจารณาใช้จ่ายจากงบประมาณปี 2557 หากไม่เพียงพอ ก็สามารถขอรับการจัดสรรในปีงบประมาณ 2558 ได้ตามจำนวนที่ยังขาดอยู่

“สกอ.ได้สำรวจข้อมูลเบื้องต้นพบว่า มีสถาบันอุดมศึกษาที่ได้เบิกจ่ายเงินให้กับพนักงานมหาวิทยาลัย ในปี 2555 แล้ว จำนวน 17 แห่ง ยังไม่ได้ดำเนินการ 62 แห่ง สำหรับปี 2556 มีสถาบันอุดมศึกษาเบิกจ่ายเงินแล้ว 11 แห่ง และยังไม่ได้ดำเนินการอีก 68 แห่ง หากมหาวิทยาลัยต้องการจะปรับงบการลงทุนสำหรับปีงบประมาณ 2558 เพื่อชดเชยเงินที่สำรองจ่ายไป ตามคำแนะนำของสำนักงบประมาณจะต้องยื่นเรื่องผ่าน สกอ. ไปยังสำนักงบประมาณให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน นายเสริมศักดิ์กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34508&Key=hotnews

 

ดึงศึกษานิเทศก์เร่งพัฒนาครู

18 ตุลาคม 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ว่า คณะกรรมการได้ให้ข้อเสนอเกี่ยวกับการผลิตและพัฒนาครู ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายข้อ 2 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องการปฏิรูประบบพัฒนาครู ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมระดมความคิดเห็นเพื่อวางระบบการผลิตและพัฒนาครูที่ชัดเจน โดยคุรุสภาได้ตอบรับที่จะเป็นกำลังสำคัญในการวางแผนและระดมความคิดเห็น

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่องการกำหนดคุณสมบัติและมาตรฐานของครู นั้น จะต้องเชื่อมโยงกับเรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และการอนุญาตให้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำหน้าที่ครู ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าขณะนี้เรากำลังขาดแคลนครู โดยเฉพาะครูสายอาชีวศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมถึงครูภาษาต่างประเทศ เป็นต้น ดังนั้น ก็อาจจำเป็นต้องมีการปรับกฎกติกา ซึ่งทางคุรุสภาก็กำลังดำเนินการอยู่ โดยตนได้เสนอให้มีการจัดวงหารือเพื่อรับฟังความเห็นว่าอะไรที่จะต้องปรับเพื่อให้เป็นประโยชน์สูงสุดก็ให้ปรับ เช่น บางครั้งการที่คนไม่ได้จบสายครูสามารถเข้ามาเป็นครูได้ โดยเฉพาะสาขาวิชาที่ขาดแคลนก็อาจจะส่งผลกระทบต่อคนที่เรียนสายครูมาโดยตรง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะต้องมาดูรายละเอียดกันก่อน

“เรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องช่วยกันคิดในเวลานี้ คือ ระบบการพัฒนาครูทั้งประเทศ ซึ่งบอร์ดคุรุสภาได้เสนอแนวทางที่สอดคล้องกับแนวทางของ ศธ. คือ การอาศัยศึกษานิเทศก์ในการพัฒนาครูเรื่องการเรียนการสอนที่จะต้องมีการวางระบบการพัฒนาและส่งเสริมบทบาทของศึกษานิเทศก์อย่างจริงจัง ซึ่งผมจะทำเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34511&Key=hotnews