อาชีวะเอกชนหนุนจัดทวิภาคีชู 1 สถานประกอบการ 1 ทุน – เน้นจบแล้วมีงานทำ

25 พฤศจิกายน 2556

คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมภาคเอกชนร่วมจัดและสนับสนุนการศึกษา ตั้งคณะทำงานแก้ไขอุปสรรคในการจัดการศึกษาเอกชน เพิ่มผู้เรียนอาชีวศึกษาเอกชน เตรียมจัดทวิภาคี 100% หนุนโครงการ 1 สถานประกอบการ 1 ทุน หรือ 1 ตำบล 1 ทุน จูงใจและส่งเสริมคนมาเรียนอาชีวะเพราะได้เรียนฟรี เรียนจบแล้วมีงานทำในสถานประกอบการ

นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมภาคเอกชนร่วมจัดและสนับสนุนการศึกษา เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์การจัดการศึกษาของเอกชน ที่ขณะนี้ประสบปัญหาในหลายด้าน โดยเฉพาะการสนับสนุนจากภาครัฐ ปัญหาการคิดอัตราภาษีโรงเรือน ซึ่งปัจจุบันการคิดอัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับการประเมินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทำให้ผลการประเมินมีความหลากหลาย อีกทั้งอัตราภาษีก็คิดในรูปแบบธุรกิจบริการ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถานศึกษา เนื่องจากการจัดธุรกิจการศึกษาไม่ใช่ธุรกิจที่มีรายได้เหมือนธุรกิจบริการต่างๆ ที่มีรายได้มาก

ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) อยู่ระหว่างประสานกรมสรรพากร เพื่อขอให้ออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษีอากรการโอนภาษีที่ดินให้แก่สถานศึกษาเอกชน ซึ่งที่ผ่านมาเคยเสนอขอให้คิดในอัตราต่ำสุดที่ 1-2% ขณะเดียวกันยังมีปัญหาในเรื่องการเสียภาษีนำเข้าสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยจากต่างประเทศ ที่มีการคิดในอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่เสนอว่าอยากให้มีการลดหย่อนภาษี หรือคิดในอัตราภาษีการศึกษาแทน

“ขณะนี้มีเสียงสะท้อนจากสถานประกอบการด้วยว่า การจัดการศึกษาระบบทวิภาคีนั้น ยังไม่มีผู้เรียนเข้าร่วมตามเป้าหมายอย่างพอเพียง จึงเสนอว่าอยากให้อาชีวศึกษาเอกชนเข้าร่วมกับสถานประกอบการในการจัดการเรียนการสอนระบบทวิภาคี 100% นอกจากนี้มีข้อเสนอด้วยว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่สถานประกอบการในตำบลหรือในจังหวัดที่อยากได้คนเข้าทำงานจัดสรรทุนให้เด็กอาชีวะ โดยทำเป็นโครงการ 1 สถานประกอบการ 1 ทุน หรือ 1 ตำบล 1 ทุน ซึ่งจะมีรูปแบบคล้าย 1 อำเภอ 1 ทุน ซึ่งจะเป็นการจูงใจและส่งเสริมคนมาเรียนอาชีวะ เพราะได้เรียนฟรี หรืออาจจะจูงใจว่า เมื่อมาเรียนจบแล้วมีงานทำในสถานประกอบการด้วย” ปลัด ศธ.กล่าว

นอกจากนี้ยังมีปัญหาความล่าช้าในเรื่องการขออนุมัติหลักสูตรการเรียนการสอนของ โรงเรียนเอกชน วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าควรจะไปทบทวนและแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องหากจำเป็น ที่ต้องแก้ไขเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม จากปัญหาต่างๆ ที่ประชุมจึงได้ตั้งคณะทำงาน 3 ชุดเพื่อดูแล ได้แก่ คณะทำงานที่มีหน้าที่ดูแลปัญหาภาษีโรงเรือน การลดหย่อนภาษี คณะทำงานดูแลกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการจัดการศึกษาเอกชน คณะทำงานที่ส่งเสริมการเพิ่มผู้เรียนอาชีวศึกษาเอกชน ซึ่งจะรวมถึงการดูแลการจัดการศึกษาให้ได้คุณภาพมาตรฐานและผลิตกำลังคนอาชีวศึกษาเอกชนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชนด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34921&Key=hotnews

เสวนาขับเคลื่อนนโยบาย ศธ.

22 พฤศจิกายน 2556

จากการเสวน “แนวคิดสู่การพัฒนา ปัญหาไม่ใช่อุปสรรค” ในการประชุมขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการสู่การปฏิบัติ การรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา ปี 2556 เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.เอนก ล่วงลือ ผอ.กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพฐ.) ปทุมธานี เขต1 กล่าวว่า สิ่งที่จะทำให้การศึกษาสำเร็จก้าวหน้าอยู่ที่ตัวครู ซึ่งเวลานี้เห็นว่าครูเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะสอนเด็กในแต่ละช่วงวัย ตามหลักสูตรที่กำหนดขึ้น แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการสอนของครูคือการขาดเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่จะดึงความสนใจให้เด็กเข้าห้องเรียนและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ และการขาดขวัญและกำลังใจที่ดีที่จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาความก้าวหน้าของงาน เป็นผลให้ครูไม่ปล่อยศักยภาพของตนเองออกมาอย่างเต็มที่ จึงอยากให้ผู้บริหารที่มีอำนาจในการตัดสินใจร่วมกันพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นขวัญและกำลังใจครูให้ฮึกเหิมในการทำงาน ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของชาติ เพราะตั้งแต่มีการปฏิรูปการศึกษามาเป็นเขตการศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของเด็กและคุณภาพของครูก็ลดลงโดยตลอด

ด้าน ดร.สมชัย ชวลิตธาดา ผอ.โรงเรียนเอกชัย จ.สมุทรสาคร กล่าวว่า ปัญหาการศึกษาจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดก็ต่อเมื่อมีการประกาศผลจัดอันดับการศึกษาระดับประเทศ หรือมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำระดับจังหวัดหรือระดับประเทศ จากนั้นก็เงียบหายไปเป็นระยะ อย่างไรก็ตามหากพูดถึงนโยบายด้านการศึกษาแล้วอยากให้พิจารณาว่า ทุกครั้งที่มีนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาลงมาสู่โรงเรียน ควรวิเคราะห์ก่อนว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับบทบาทหน้าที่ของโรงเรียนหรือไม่ เพราะทุกวันนี้มีนโยบายด้านการศึกษาจากหลายกระทรวงไม่เฉพาะกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้นที่ลงมาสู่โรงเรียน จึงต้องพิจารณาก่อนว่าเหมาะกับสภาพปัญหาของโรงเรียนหรือไม่ เพราะนโยบายบางอย่างก็เหมาะสมกับบางโรงเรียนเท่านั้น ซึ่งหากนโยบายใดตรงกับสภาพปัญหาของโรงเรียนก็ควรทำเต็มที่ แต่หากไม่ค่อยตรงก็จะทำพอประมาณ แต่ทั้งนี้ต้องถ่ายทอดและทำความเข้าใจกับครูให้ชัดเจนก่อนเพื่อไม่ให้เกิดกระแสการต่อต้าน โดยให้ครูร่วมเป็นผู้กำหนดเป้าหมายที่จะนำนโยบายไปสู่ความสำเร็จด้วยตนเอง

ทุกวันนี้การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเป็นเหมือนไฟไหมฟาง คือ ทำเป็นงานๆ ให้แล้วเสร็จ ซึ่งการทำลักษณะนี้จะได้ผลชั่วคราวเท่านั้นไม่ยั่งยืน จึงมองว่าหากจะแก้ปัญหาต้องคิดให้ยาวอย่างเป็นระบบ โดยต้องวางแผนตั้งแต่ต้นเช่นการแก้ปัญหาเด็กอ่านไม่ออกก็ไม่ใช่ระดมการซ่อมเสริมเท่านั้น เพราะต้องทำกันทุกปีแต่จะต้องวางระบบอย่างไรให้เด็กอ่านได้โดยไม่ต้องซ่อมเลยจะดีกว่า” ดร.สมชัย กล่าว

ด้านนายคณิน นาคะไพบูลย์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนรัตนาธิเบศร์ กล่าวว่า ปัญหาการศึกษาในเวลานี้คือไม่ได้มีการคุยกันให้ชัดเจนเรื่องการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา เพราะขณะนี้สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาโดยมากจะจัดสอบตรง ทำให้เด็กต้องเลือกวิธีกวดวิชาเพื่อให้สอบได้ เพราะหากมัวแต่เรียนในระบบคงสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ส่วนเรื่องการสอนให้เด็กคิดเป็นนั้นเป็นเรื่องที่ดีแต่ตัวครูไม่เข้าใจเรื่องการสอนวิเคราะห์จึงมุ่งแต่จะหารายได้ด้วยการสอนกวดวิชา รวมถึงการให้เกรดเทียมกับเด็กเพื่อไม่ให้เป็นเป้าสายตาว่าสอนเด็กไม่มีคุณภาพ

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34905&Key=hotnews

‘ภาวิช’ ชงรื้อรูปแบบผลิตครู

22 พฤศจิกายน 2556

ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมคณะทำงานกำหนดประเด็นปฏิรูปการผลิตและพัฒนาครู ได้ยกร่างข้อเสนอการปฏิรูประบบผลิตครู เพื่อเสนอต่อ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ.ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง แนวทางการผลิตครูให้สอดคล้อง กับความต้องการทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ในวันที่ 23 พ.ย.นี้ ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โดยมีข้อเสนอ ต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ปัญหาครูของชาติ อาทิ กระบวนการผลิตครู ควรทำเหมือนกระบวนการผลิตแพทย์ ที่ผู้จบแพทย์ทุกคนสามารถเป็นแพทย์ปฏิบัติทั่วไปได้ ดังนั้นผู้ที่จบครูทุกคน จะต้องสอนชั้นประถมศึกษาในทุกวิชาได้ จากนั้นจึงให้มีกระบวนการในการพัฒนาครูที่ มีความสามารถเฉพาะทางต่อไป เพราะที่ผ่านมาพบปัญหาครูสอนไม่เป็น ไม่สามารถสอนนอกเหนือไปจากวิชาเอกที่จบมาได้ เพราะระบบผลิตครูปัจจุบันมีการจำแนกวิชาเอกตั้งแต่ต้น

ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช กล่าวต่อไปว่า เสนอให้ใช้โครงการ ครูพันธุ์ใหม่ รูปแบบใหม่ ผลิตนักศึกษาครูที่มีคุณภาพจริง ๆ ควบคู่กับการจัดระบบคัดเลือกครูในตลาดเสรี ให้ได้ครูที่มีคุณภาพเข้ามา โดยจำนวนการผลิตครูทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับข้อมูลอัตราเกษียณอายุราชการในอนาคต ที่มีประมาณ 20,000 คนต่อปี ซึ่งการบรรจุเข้ารับราชการครู ก็แบ่งสัดส่วนเป็นครูพันธุ์ใหม่ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาครูสอบแข่งขัน จะทำให้ได้ครูใหม่เป็นครูที่ มีคุณภาพทั้งหมด ทั้งนี้ หาก รมว.ศธ.เห็นด้วย ก็จะมีการกำหนด รายละเอียดโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34902&Key=hotnews

เตือนเด็กไทยอ่อนภาษาเสียเปรียบคู่แข่ง

22 พฤศจิกายน 2556

โพสต์ทูเดย์ห่วงเด็กไทยอ่อนอังกฤษเมินเรียนภาษาอาเซียน เสียเปรียบการแข่งขันหลังเปิดเออีซี แนะปรับทัศนคติใหม่

น.ส.จุไรรัตน์ แสงบุญนำ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จุดอ่อนที่สำคัญของเด็กไทยเวลานี้ คือ มีทักษะด้านภาษาอังกฤษอ่อนกว่าคนในประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีขณะเดียวกันเด็กไทยยังไม่ตื่นตัวเรียนภาษาเพื่อนบ้านอาเซียนเนื่องจากมีทัศนคติที่ผิด ซึ่งอาจทำให้เสียโอกาสการแข่งขันในอนาคตได้

“เด็กไทยไม่ตื่นตัวด้านภาษาสื่อสารภาษาอังกฤษได้ไม่ดี พูดภาษาอาเซียนก็ไม่ได้ หากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) จะทำให้เสียเปรียบการแข่งขันในตลาดงาน รวมทั้งอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในธุรกิจท่องเที่ยวด้วย เพราะนักลงทุนต่างชาติอาจเข้ามาทำตลาดและชิงส่วนแบ่งไป” น.ส.จุไรรัตน์ กล่าว

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอาเซียนมียอดนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นปีละ 8.4% มีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เฉลี่ยปีละ 18%โดยประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นปีละ 11.2% รายได้จากการท่องเที่ยวขยายตัว 17.6%

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าภูมิภาคอาเซียนจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงปี 2558-2563 เพิ่มขึ้น 6.5% สูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของโลกระดับ 4.1%

น.ส.จุไรรัตน์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชาลาว พม่า และเวียดนาม มีการสอนภาษาไทยอย่างเข้มข้นมากขึ้น เพราะเห็นว่าไทยมีศักยภาพด้านแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการคมนาคม จึงทำให้หลายประเทศสนใจมาลงทุนด้านอุตสาหกรรมต่างๆ ในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ประเทศกลุ่มนี้ต่างเร่งพัฒนาคุณภาพการศึกษา หากประเทศไทยไม่พัฒนาตัวเอง อาจถูกประเทศอื่นแซงหน้าในอนาคต อย่างไรก็ตาม คาดหวังว่าการรวมตัวประชาคมอาเซียนจะช่วยกระตุ้นให้เด็กไทยหันมาให้ความสำคัญด้านภาษามากขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34901&Key=hotnews

ปลัด ศธ.หนุนเพิ่มเงินพิเศษ ‘ครู’ สาขาขาดแคลน-สอนเก่ง-ร.ร.เสี่ยงภัย

22 พฤศจิกายน 2556

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนาวิชาชีพครูตามนโยบายของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ว่า ขณะนี้ได้มีการยกร่างตั้งคณะกรรมการมาขับเคลื่อนในการผลิตและพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการ ศธ.แล้ว ซึ่งวันที่ 23 พฤศจิกายน จะมีการระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องการผลิต เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นต้น มาร่วมหารือเรื่องการผลิตครูทั้งระบบ ส่วน วันที่ 24 พฤศจิกายน จะระดมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาวิชาชีพครูทั้งระบบ โดยเรื่องการพัฒนาวิชาชีพครู จะต้องนำมาพิจารณาทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือก แต่งตั้งคนเข้ามาเป็นครู จะมีหลักเกณฑ์ใหม่ๆ หรือไม่ และจะทำอย่างไรให้คนเก่งและดีมาเป็นครูซึ่งจะมีเรื่องใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยต้องเอื้อให้คนเหล่านั้น มาเป็นครูในปริมาณที่เพียงพอและตรงตามความต้องการ และเมื่อได้ครูเข้ามาในระบบแล้ว จะต้องมีการพัฒนาให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน รวมทั้งจะต้องดูโอกาสและความก้าวหน้าของครู นอกจากนี้ จะต้องดูเรื่องขวัญและกำลังใจของครูในเรื่องหนี้สินต่างๆ ด้วย

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เสนอให้เงินเพิ่มพิเศษแก่ครูในสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลนนั้น มี ความเป็นไปได้เพื่อเป็นการรับรองวุฒิการศึกษาในสาขาขาดแคลนและจะได้ดึงดูดให้คนเก่งมาเป็นครู ทั้งนี้ การให้เงินเพิ่มพิเศษดังกล่าว คิดว่าคงไม่ให้เฉพาะครูสาขาขาดแคลน แต่ควรจะพิจารณาให้ครูในส่วนอื่นๆ ด้วย เช่น ครูในพื้นที่ห่างไกล ครูในพื้นที่เสี่ยงภัย ครูที่ทุ่มเทการเรียนการสอนมาก ครูที่สอนหนังสือเก่ง แต่ไม่มีเวลาทำผลงานทางวิชาการ เป็นต้น โดยทั้งหมดนี้ จะต้องให้ได้ข้อสรุปเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34900&Key=hotnews

ยูเนสโกยกย่อง ร.7 บุคคลสำคัญของโลก

22 พฤศจิกายน 2556

“ยูเนสโก” ยกย่อง  “รัชกาลที่ 7-พระศรีพัชรินทราฯ-หม่อมงามจิตต์”บุคคลสำคัญของโลกปี 56 “ศธ.” พร้อม 3 หน่วยงานที่เสนอชื่อเตรียมจัดงานฉลองใหญ่รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และมีคุณูปการต่อการศึกษาไทย

เมื่อวันที่ 21 พ.ย.56 นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมสมัยสามัญขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ครั้งที่ 37 ณ สำนักงานใหญ่ UNESCO กรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ประกาศยกย่องบุคคลสำคัญของโลกและร่วมเฉลิมฉลองประจำปี 2556 ซึ่งในส่วนของประเทศไทย ได้รับการยกย่อง บุคคลสำคัญของโลก เละร่วมเฉลิมฉลองตามที่มีหน่วยงานเสนอพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธยและเสนอชื่อผู้ที่มีผลงานดีเด่นให้ยูเนสโกดังนี้

1.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เสนอ โดยสถาบันพระปกเกล้าเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ในการประกอบพระราชกรณียกิจในประเทศไทย หลังจากเสด็จกลับจากการศึกษา ณ ประเทศอังกฤษเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2457 และเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาส วันพระราชสมภพครบรอบ 10 ปีนักษัตร ในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ ในฐานะที่ทรงมีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และสื่อสารมวลชน

ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า

2.สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ เสนอโดยราชินีมูลนิธิ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันพระราชสมภพครบ150 ปี วันที่ 1 มกราคม 2556 ในฐานะที่ทรงมีผลงานดีเด่นด้านการศึกษาสำหรับเด็กหญิงและสตรี การศึกษาด้านสาธารณสุขศาสตร์ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ประยุกต์ และสังคมและมนุษยศาสตร์ และ3.หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร เสนอโดยมูลนิธิอนุสรณ์หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร เพื่อฉลองครบรอบ 100 ปีชาตกาล ในปี 2558 เนื่องจากเป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์การพัฒนาชุมชน และการศึกษาด้านวัฒนธรรม

“บุคคลดีเด่นทั้งของไทยที่ยูเนสโกยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญระดับโลก มีคุณงามความดีที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างมากและมีคุณูปการต่อการศึกษาไทยด้วย ส่วนการร่วมเฉลิมฉลองบุคคลดีเด่นในธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมาศธ.จะร่วมกับผู้เสนอจัดงานเฉลิมฉลองโดยตนได้มอบเป็นนโยบายให้หารือกับหน่วยงานที่เสนอว่าหากจะจัดเฉลิมฉลองพร้อมกันทั้งสามท่านจะได้หรือไม่ แต่ที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานจะไปจัดเฉลิมฉลองและศธ.จะเข้าไปร่วมด้วย ซึ่ง ศธ.จะประสานไปยัง 3 หน่วยงานที่เสนอชื่อเพื่อร่วมเฉลิมฉลองด้วย” นางสุทธศรีกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34899&Key=hotnews

 

 

ชูอุดมศึกษาเอกชนเทียบชั้น ม.โลก

21 พฤศจิกายน 2556

รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวบรรยายพิเศษเรื่องการเตรียมพร้อมกับการผลักดันสถาบันอุดมศึกษาเอกชนไทยเข้าสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก” ในงานครบรอบ 36 ปีของสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท.) ว่า สถาบันอุดมศึกษาของรัฐหรือเอกชนเป็นกำลังสำคัญในการผลิตผู้คนให้กลายเป็นทรัพยากรบุคคลของประเทศชาติ ซึ่งขณะนี้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีความก้าวหน้าไปมาก แต่การศึกษาของประเทศเพื่อนบ้านกำลังนำหน้าไปไกลกว่าที่คิด ดังนั้นสิ่งที่การศึกษาไทยทำได้และต้องทำคือการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก แต่ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมด โดยอาจจะทำเป็นบางส่วน เช่น สาขา ภาควิชา คณะ และไม่จำเป็นจะต้องทำเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาใหญ่ๆเท่านั้น สถาบันอุดมศึกษาระดับกลางและระดับเล็กก็สามารถทำได้

ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม ในฐานะนายก สสอท. กล่าวว่า สถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีจุดเด่นคือการบริหารงานต่อเนื่อง จึงทำให้สามารถก้าวเข้าสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับประเทศและโลกได้ ส่วนสาขาที่จะนำไปสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ได้แก่ นิเทศศาสตร์และสารสนเทศ วิศวกรรมยานยนต์ และศิลปะการแสดง.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34875&Key=hotnews

ศธ.ห่วงคนไทยอ่อนภาษาไทยขั้นหนัก จุฬาฯชี้การสอนระดับมัธยมอ่อนแอ

21 พฤศจิกายน 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับ ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า ตนได้ขอให้จุฬาฯ ออกแบบการทดสอบวัดผลภาษาไทย สำหรับใช้กับคนไทย เพื่อเตรียมไว้ใช้จัดทดสอบกลางวัดความสามารถในวิชาภาษาไทย ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องการให้เกิดขึ้น เนื่องจากปัจจุบันภาษาต่างประเทศอื่น ๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น มีการจัดทดสอบกลางวัดความสามารถทางภาษา ซึ่งทั้งเจ้าของภาษาและชาวต่างประเทศที่มาเรียนภาษา ต้องเข้ารับการทดสอบ เพื่อประเมินความสามารถทางภาษานั้น ๆ แต่ยังไม่มีการจัดทดสอบกลางวัดความสามารถทางภาษาไทย ทั้ง ๆ ที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยของเด็กไทยยังไม่เป็นที่น่าพอใจ

“ผู้เชี่ยวชาญในสถาบันอุดมศึกษา หลายคนยืนยันตรงกันว่า ทักษะภาษาไทยของนักเรียนมัธยมฯ โดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ไม่น่าพอใจ เด็กที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ยังมีทักษะทางภาษาไทยอ่อนมาก โดยเฉพาะความสามารถในการเขียน และอ่านสรุปความ แต่เด็กเหล่านี้กลับทำคะแนนสอบในวิชาต่าง ๆ ได้ดี เพราะข้อสอบส่วนใหญ่เป็นปรนัย ไม่มีอัตนัยให้เด็กได้ฝึกเขียน ฝึกสรุปความ อีกทั้งการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่ได้เน้นการทดสอบความสามารถทางภาษา ผมจึงเห็นว่าควรมีการทดสอบกลางวัดผลทางภาษาไทย เพื่อนำมาสแกนวัดความสามารถทางภาษาไทยของเด็กไทย พร้อมนำผลทดสอบไปใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอนภาษาไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” รมว.ศธ.กล่าว

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ จุฬาฯ ได้เริ่มทำแบบทดสอบวัดความสามารถทางภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศไว้แล้ว ซึ่งก็ได้รับการยอมรับพอสมควร สำหรับแบบทดสอบภาษาไทยที่ให้ทางจุฬาฯพัฒนาขึ้นมานั้น จะนำมาหารือผู้เชี่ยวชาญว่า ควรจะนำมาทดสอบผู้เรียนระดับใดบ้าง ซึ่งอาจจะสอบก่อนจบระดับ ม.ปลาย สอบก่อนเข้ามหาวิทยาลัย หรือสอบก่อนจบมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังให้ทางจุฬาฯ ส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนาระบบการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศอื่น ๆ ด้วย เพราะการจัดการเรียนการสอนในหลายภาษายังให้ผลลัพธ์ไม่น่าพอใจ เรียนแล้วนำมาใช้ไม่ได้จริง ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนา ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาต่างประเทศอย่างจริงจังด้วย

ด้าน ศ.นพ.ภิรมย์ กล่าวว่า ได้มอบให้สถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาฯ รับเรื่องนี้ไปดำเนินการ ซึ่งต้องยอมรับว่าความสามารถทางภาษาไทยของผู้ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ค่อนข้างอ่อนจริง โดยจุฬาฯ จะให้นิสิตปี 1 ที่สอบเข้าได้ทุกคนสอบวัดความสามารถทางภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคอมพิวเตอร์ พบว่า ทักษะในการเขียนต่ำ สะท้อนให้เห็นว่า การเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเด็กสายวิทย์จะได้คะแนนทดสอบภาษาไทยต่ำกว่าเด็กที่เรียนสายศิลป์ภาษา.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34873&Key=hotnews

ทปอ.รับถกข้อสอบกลางแนะมหา’ลัยต้องร่วมออกแบบ/จุฬาฯเร่งทำโทเฟลภาษาไทย

21 พฤศจิกายน 2556

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.56 นายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กล่าวถึงกรณีที่ รมว.ศึกษาธิการ จะจัดทำข้อสอบกลางเพื่อให้มหาวิทยาลัยและคณะต่างๆ นำคะแนนไปใช้ในการรับตรงเพื่อแก้ปัญหาวิ่งรอกสอบ และลดภาระค่าใช้จ่าย รวมถึงให้มีการจัดสอบหลังจากเด็กเรียนจบการศึกษาแล้ว โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2558 ว่า ที่ผ่านมา สทศ.จัดสอบ 7 วิชาสามัญ เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำคะแนนไปใช้ในการรับตรง ผ่านระบบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ในระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์อยู่แล้ว แต่นโยบายที่จะให้มีการจัดสอบกลางขึ้นอีก ทางสทศ.ก็คิดว่าไม่มีปัญหา แต่ข้อสอบกลางจะมีลักษณะอย่างไร ต้องให้แต่ละมหาวิทยาลัยมาร่วมกันออกแบบ ซึ่งเท่าที่ทราบมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการแล้ว

นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าการใช้ข้อสอบกลาง เพื่อคัดเลือกเด็กเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยด้วยวิธีการรับตรงนั้น เป็นเรื่องยาก เพราะการที่คณะ/มหาวิทยาลัยเปิดรับตรงเองเพราะต้องการสอบวิชาเฉพาะทางของแต่ละคณะ/สาขา อาทิคณะแพทยศาสตร์ อาจจะต้อง การคัดเด็กที่มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์เป็นพิเศษ ขณะที่คณะนิติศาสตร์ ก็อาจจะต้องการเด็กที่มีความรู้ ความสามารถอีกแบบหนึ่งซึ่งแตกต่างกัน แต่ในฐานะประธาน ทปอ. ตนรับจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมทปอ. ต่อไป ส่วนวิธีการก็อาจ จะเป็นลักษณะเดียวกับการรับของกลุ่มแพทย์ อาทิ คณะนิติศาสตร์ทั่วประเทศ อาจจะร่วมตัวกันและออกข้อสอบเพื่อรับนักศึกษา เป็นต้น วันเดียวกัน

นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จุฬาฯโดยสถาบันภาษาไทยสิรินธร ได้รับเป็นเจ้าภาพในการออกแบบ “แบบทด สอบภาษาไทย”สำหรับคนไทยเจ้าของภาษา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องการให้มีแบบทดสอบทักษะภาษาไทย เช่นเดียวกับภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น ที่ผู้เรียนจะต้องผ่านการประเมินความสามารถทางภาษานั้นๆ โดยแบบทดสอบ ที่ให้จุฬาฯ พัฒนาขึ้นมานั้น ศธ.จะนำไปหารือผู้เชี่ยวชาญว่าควรจะทดสอบผู้เรียนระดับใดบ้าง อาจจะสอบก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ก่อนจบมหาวิทยาลัย หรือก่อนจบม.ปลาย

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าความสามารถทางภาษาไทย ของผู้ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นั้น ค่อนข้างอ่อน โดยจุฬาฯ จะให้นิสิตชั้นปี 1 ที่สอบเข้าได้ทุกคนสอบวัดความสามารถทางภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคอมพิวเตอร์ พบว่า ทักษะในการเขียนภาษาไทยต่ำมาก สะท้อนให้เห็นว่าการเรียนระดับมัธยมน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเด็กสายวิทย์จะได้คะแนนทดสอบภาษาไทยต่ำกว่าสายศิลป์ภาษา

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34872&Key=hotnews

ชงยกมาตรฐานโรงเรียนเอกชนเทียบสากล

20 พฤศจิกายน 2556

โพสต์ทูเดย์ สช.เตรียมชงเกณฑ์อัพเกรดมาตรฐานสถาบันการศึกษาเอกชนเข้าที่ประชุม กช. เดือนหน้า นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กำลังจัดทำร่างเกณฑ์วัดผลสถาบันการศึกษาเอกชนในสังกัด สช. เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนให้มีมาตรฐานสากล โดยคาดว่าจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.)ในเดือน ธ.ค.นี้ และจะมีผลบังคับใช้ในปีการศึกษา 2557

เกณฑ์ที่จะใช้วัดประเมินคุณภาพประกอบด้วย

1.ผลลัพธ์ของตัวนักเรียน นักศึกษา เช่น ทักษะด้านภาษา ความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตนวัตกรรม ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) รวมถึงการเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกันในสังคมได้เป็นต้น

2.หลักสูตรของสถาบัน ที่จะต้องมีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ทำให้ได้เรียนรู้เฉพาะทางมากขึ้น โดยวิธีนี้จะช่วยให้เด็กรู้ว่าตนเองมีความถนัดหรือความชอบด้านใดเป็นพิเศษ

3.ตัวบุคลากรครูและผู้บริหารสถาบัน ที่จะต้องสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ หรือสอนให้ผู้เรียนมองเห็นภาพและความสำคัญของวิชาที่เรียน และอาจกำหนดให้สถาบันการศึกษาจะต้องมีผลงานวิจัยและพัฒนาจัดการศึกษาที่เป็นผลงานวิชาการของครูในสถาบันนั้น

“คาดว่าจะมีสถาบันการศึกษาเอกชนไม่ต่ำกว่า 100 แห่ง จากทั้งหมดประมาณกว่า 3,000 แห่งผ่านเกณฑ์นี้” นายบัณฑิตย์ กล่าว

ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาที่ผ่านเกณฑ์ประเมินมาตรฐานสากลจะสามารถรับนักเรียนจากต่างประเทศได้มากขึ้น เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

นอกจากนี้ สช.จะเสนอให้นายจาตุรนต์ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานกช. พิจารณาเกณฑ์ปรับขึ้นเพดานค่าเล่าเรียนของสถาบันการศึกษาเอกชน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หลังมีการปรับขึ้นทั้งเงินเดือนบุคลากรครู เป็น1.5 หมื่นบาทต่อเดือนและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเพดานเดิมเป็นเกณฑ์ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2545

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34855&Key=hotnews