เร่งหารือเกณฑ์เงินเดือนเด็กอาชีวะ

3 ธันวาคม 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า เตรียมเสนอชื่อคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนกลุ่มอาชีพ (Skill Cluster) 12 กลุ่มอาชีพ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน แม่พิมพ์ พลังงาน อาหาร โรงแรมและท่องเที่ยว อัญมณี ก่อสร้าง ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โลจิสติกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อุตสาหกรรมเคมี และอุสาหกรรมสิ่งทอ กับรมว.ศธ. ในสัปดาห์นี้เพื่อลงนามแต่งตั้งให้คณะกรรมการ ได้ดำเนินการวางแผนผลิตกำลังคนตามกลุ่มสาขาอาชีพต่อไป เมื่อรมว.ศธ. ลงนามแต่งตั้งแล้ว คาดว่าภายในเดือน ธ.ค.นี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะหารือกับคณะกรรมการชุดดังกล่าว เพื่อจัดทำรายละเอียดการพัฒนาการเรียนการสอน การจัดทำหลักสูตร และการพัฒนาบุคลากร ที่จะสนองตอบต่อความต้องการของผู้ประกอบการ และภาคการผลิต

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จะหารือถึงเรื่องเงินเดือนสำหรับนักเรียน นักศึกษา ที่ฝึกปฏิบัติงานและทำงานในสถานประกอบการด้วยว่า ในแต่ละกลุ่มอาชีพควรจะได้รับเงินเดือนเท่าใดถึงจะเหมาะสม เบื้องต้นตั้งเป้าว่า ผู้ที่จบในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) จะต้องได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท แต่ขณะนี้มีบางกลุ่มอาชีพ เช่น กลุ่มพลังงาน โลจิสติกส์ ที่เด็กระดับ ปวส.ได้เงินเดือนสูง 2-3 หมื่นบาท จึงมั่นใจว่าเด็กที่มาเรียน 12 กลุ่มอาชีพนี้ เงินเดือนจะสูงแน่นอน

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 3 ธ.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34972&Key=hotnews

เด็กไทยสุดเจ๋งคว้า 11 เหรียญทองแข่งขันคณิต-วิทยาศาสตร์โอลิมปิก

3 ธันวาคม 2556

นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้คัดเลือกและส่งนักเรียนระดับประถมศึกษาจากทุกสังกัดของไทยที่มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์ จำนวน 12 คน และวิทยาศาสตร์ จำนวน 15 คน รวม 27 คน เข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์โอลิมปิก ระหว่างประเทศ ระดับประถมศึกษา International Mathematics and Science Olympiad For Primary School 2010 (IMSO 2010) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-29 พฤศจิกายน 2556 ณ เมืองอัลฟองโซ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยมีนักเรียนเข้าร่วมจำนวนรวม 247 คน จาก 13 ประเทศ ได้แก่ บรูไน จีน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ศรีลังกา แอฟริกาใต้ ไต้หวัน คาซัคสถาน มาเลเซีย เนปาล อินเดีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทยนั้น ผลปรากฏว่านักเรียนไทยสามารถกวาดรางวัลจากการแข่งขันได้ถึง 28 รางวัล ประกอบด้วย

การแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกได้ 6 เหรียญทอง, เหรียญเงินได้ 5 เหรียญ และเหรียญทองแดง 1 รางวัล สำหรับ ผู้ได้รับเหรียญทองได้แก่ เด็กชายลภัส เปรมเจริญ โรงเรียนอนุบาลวัดปิตุลาธิราช รังสฤษฎ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา, เด็กชาย นิรวิทธ์ อารยะพิพัฒน์กุล โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพ มหานคร, เด็กชายปพณ ละเภท โรงเรียนดรุณากาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี, เด็กชาย พรพิพัฒน์ กิตติสุภาพ โรงเรียนอนุบาลสุธีธร จ.นครปฐม, เด็กชาย ภานุพงศ์ พุ่มพวง โรงเรียนอยู่เย็นวิทยา จ.นครปฐม และเด็กชายสรรค์เปรม เตชะวิเชียร โรงเรียนพระมารดานิจจา นุเคราะห์ กรุงเทพมหานคร

สำหรับการแข่งขันวิทยาศาสตร์ โอลิมปิก ได้ 5 เหรียญทอง, เหรียญเงิน ได้ 8 เหรียญ และเหรียญทองแดง 2 รางวัล ซึ่งผู้ได้รับเหรียญทอง ได้แก่ เด็กชายชาลี โลหะรุ่งโรจน์ โรงเรียนราชวินิต กรุงเทพมหานคร, เด็กชายจิรภัทร วัฒนเรืองโกวิท โรงเรียนอนุบาลยโสธร จ.ยโสธร, เด็กหญิง ปพิชญา จันทร์ผ่อง โรงเรียนสุวรรณวงศ์ จ.สงขลา, เด็กชายกันตภณ วงศ์แจ่มเจริญ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพมหานคร และเด็กชายฐิติวัสส์ อัศวเลิศพลากร โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ เด็กชายปพณ ละเภท โรงเรียนดรุณากาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี ยังสามารถคว้ารางวัลพิเศษคะแนนรวมสูงสุดด้านการคิดวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ (Best in Solving Math Exploration Problems) อีกหนึ่งรางวัลด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34970&Key=hotnews

กศน.ย้ำเพิ่มผู้เรียนอาชีวะต้องรุมกันทำ เตรียม 2 ยุทธศาสตร์ควานหาผู้เรียน

3 ธันวาคม 2556

นายสุรพงษ์ จำจด รองเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า ตามที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มี นโยบายเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพต่อสายสามัญ จาก 36 ต่อ 64 เป็น 51 ต่อ 49 ในปี 2558 เพื่อผลิตบุคลากรสายอาชีพที่มีแนวโน้มขาดแคลนอย่างรุนแรงในอนาคตอันใกล้ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงาน กศน.นั้น ในส่วนของสำนักงาน กศน.ได้กำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวไว้ 2 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1. สำนักงาน กศน.จะจัดการเรียนการสอน ปวช.สำหรับผู้เรียนนอกระบบเอง โดยใช้หลักสูตรปวช. ของ สอศ.แต่จะปรับให้สอดคล้องไปตามบริบทของแต่ละพื้นที่ และที่สำคัญจะประสานกับสถานประกอบการในพื้นที่เข้ามาร่วมจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาคี เพื่อให้ผู้เรียนได้เน้นการฝึกปฏิบัติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การเรียนอาชีวศึกษามีคุณภาพ โดยมีเป้าหมายเปิดอย่างน้อยจังหวัดละ 1 ห้องเรียน และห้องเรียนละ 40 คน

นายสุรพงษ์กล่าวต่อไปว่า สำหรับยุทธศาสตร์ที่ 2 จะเน้นกระบวนการแนะแนว โดยใช้สำนักงาน กศน.ตำบลเป็นฐานในการรณรงค์และกระจายข้อมูลข่าวสาร เพราะมีห้องเรียนกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ทั้ง 7,406 ตำบล แล้วจึงส่งต่อผู้เรียนให้แก่สอศ. โดยกศน.จะขอสื่อประชาสัมพันธ์ที่จะใช้ในการรณรงค์จากสอศ.เพื่อนำมาเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ ในชุมชน เช่น หอกระจายข่าว หรือวิทยุชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้กลุ่มเป้าหมายของกศน.จะต่างจากของ สอศ. เพราะผู้เรียนของกศน.จะเป็นกลุ่มวัยแรงงานที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป และทำงานอยู่แล้ว แต่ต้องการพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่ตนเอง ซึ่งการดำเนินการทั้ง 2 ยุทธศาสตร์ ตนมั่นใจว่าจะช่วยให้ผู้ที่อยู่นอกระบบมีโอกาสเข้าถึงการเรียนอาชีวะได้มากขึ้น และจะตรงกับความต้องการของผู้เรียนด้วย

“การเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพให้ประสบความสำเร็จตามนโยบายนั้น ผมเห็นว่าต้องมีการบูรณาการการทำงานในพื้นที่ร่วมกัน มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน เมื่อทุกฝ่ายช่วยกันทำเชื่อว่าจะเปลี่ยนวิธีคิดของคนได้ แต่หากทำงานแบบต่างคนต่างพาย แม้จะไปได้ แต่เมื่อไหร่จะไปถึง ดังนั้นการประกอบร่างมาทำงานร่วมกันจะมีพลังมากกว่า” นายสุรพงษ์ กล่าว.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 3 ธ.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

ww.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34968&Key=hotnews

 

สพฐ.ร่อนหนังสือแจง กวพ.อ. – สตง.

3 ธันวาคม 2556

สพฐ.ส่งหนังสือแจงประมูลอี-ออกชัน โซน 3 เพิ่มเติมให้ กวพ.อ. แล้วพร้อมส่งหนังสือถึง สตง.ขอข้อมูลเพิ่มเติมปัญหาจัดซื้อแท็บเล็ตด้วย “จาตุรนต์” ระบุต้องรอผลตัดสินการอุทธรณ์ที่ชัดเจนจาก กวพ.อ.

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงความคืบกรณีที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบาย 1 แท็บเล็ต ต่อ 1 นักเรียน มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ส่งข้อมูลเพิ่มเติมชี้แจงการยกเลิกผลการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอีเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-ออกชัน แท็บเล็ตโซน 3(ภาคกลางและภาคใต้) ของนักเรียนชั้นม. 1 และครู ไปยังคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (กวพ.อ.) นั้น คงต้องรอคำตัดสินของ กวพ.อ.ก่อน แต่ที่ห่วงคือ ส่วนที่ประมูลและทำสัญญาไปแล้วก่อนหน้านี้ในโซน 1, 2 ระดับ ป. 1 และโซน 4 ระดับ ม.1 ที่ยังมีความล่าช้า เนื่องจากยังไม่สามารถส่งแท็บเล็ตให้โรงเรียนตามที่คาดการณ์ไว้ได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เรื้อรังมานาน สะท้อนชัดว่าระบบวิธีการจัดซื้อแท็บเล็ต มีปัญหา

นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ.ได้ทำหนังสือ 2 ฉบับ ส่งไปยัง กวพ.อ.และ สตง. โดยในส่วนของ กวพ.อ.นั้นเป็นการส่งเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมการจัดซื้อจัดจ้างในระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือการอี-ออกชันในโซน 3 ที่ผ่านมามีการดำเนินการอะไรบ้าง ซึ่งสำนักการคลังและสินทรัพย์ ของ สพฐ.ได้รวบรวมข้อมูลการจัดซื้อแท็บเล็ตโซน 3 ว่ามีการจัดซื้อแพงกว่าโซน 4 อย่างมีนัยสำคัญอย่างไร ส่วน ของ สตง.นั้น เป็นการสอบถามและขอข้อมูลเพิ่มเติมว่า สตง. มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อแท็บเล็ต ประจำปีการศึกษา 2556 ในประเด็นปัญหาอื่นๆ นอกจากที่เคยได้ให้ข้อสังเกตมาหรือไม่และขอให้ส่งกลับมา เพื่อที่ สพฐ.จะได้รวบรวมปัญหาทั้งหมดและนำดำเนินการแก้ไข

“คงต้องรอฟังผลตัดสินของ กวพ.อ.ว่าจะมีมติเช่นไรซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้ แต่หากมีมติให้ยกเลิกผลอี-ออกชันโซน 3 ตามที่บอร์ดบริหารแท็บเล็ตมีมติ ก็จะต้องเปิดอีออกชันใหม่ แต่บริษัทเดิมที่ชนะการประมูลก็คงยื่นฟ้องศาลปกครอง หรือหากพิจารณาให้ดำเนินการต่อ สพฐ.ก็อาจจะต้องประชุมเพื่อหาแนวทางที่จะรักษาประโยชน์ให้ราชการ เช่น อาจจะเจรจากับบริษัทเพื่อต่อรองราคา หรือหาวิธีการอื่น ๆ แต่ที่สุดแล้วจะต้องเสนอให้ รมว.ศึกษาธิการ เป็นผู้พิจารณา” นาย กมล กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการรายวัน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34966&Key=hotnews