รศ.กำจร ตติยกวี จะรื้อใหญ่แก้ปัญหาหลักสูตรไม่ตอบรับภาคแรงงานมานานแล้ว

คุณณฐา จิรอนันตกุล นักข่าว Thaipbs รายงานเรื่องที่ เลขาฯ สกอ. จะรื้อใหญ่
ระบบการศึกษาไทย ชี้ให้เห็นปัญหาระหว่าง demand กับ supply ไม่ตรงกัน
ผู้ผลิตก็ผลิตบัณฑิตไปอีกทาง ผู้บริโภคแรงงานก็ไม่ได้ที่ต้องการ บัณฑิตก็เคว้งคว้างว่างงาน
เพราะเลือกเรียนไม่ตรงกับความต้องการของตลาด เลือกเรียนที่มีความสุข สนุกสนาน

ก็ผู้บริโภคแรงงานมีค่านิยมรับแต่คนเก่ง .. ไม่รับคนดี
สวนกระแส ที่เด็ก ๆ มักได้รับผ่านสื่อ ว่า
อะไรก็ไม่เป็น แต่ขอให้เป็นคนดี เดี๋ยวผู้ประกอบการก็จะรับเข้าทำงาน
ผู้สัมภาษณ์: พิมพ์ดีดเป็นไหม
ผู้สมัคร: ไม่เป็นครับ
ผู้สัมภาษณ์: ใช้คอมพิวเตอร์เป็นไหม
ผู้สมัคร: ไม่เป็นครับ
ผู้สัมภาษณ์: เอ้า! แล้วเป็นอะไรมั่งเนี่ย
ผู้สมัคร: เป็นคนดีครับ
ผู้สัมภาษณ์: โอเค…รับเลย
http://kt-thoughts.blogspot.com/2011_12_01_archive.html
ในชีวิตจริง ไม่เหมือนกับกระแสสังคมที่เด็ก ๆ รับไปนะครับ

ปัญหาเรื่อง demand กับ supply มีรายละเอียดเยอะจริง ๆ ครับ

สกอ.เตรียมรื้อใหญ่ระบบการศึกษา ตั้งแต่ ปวส. ปริญญาตรี-โท-เอก เน้นคุณภาพรับตลาดแรงงาน กลุ้มใจหลายสถาบันการศึกษาเน้นปริมาณ ไม่สนเด็กจบมาตกงานอื้อ ชี้ “ครู” จบปีละหมื่น
ได้งานปีละพัน แต่เด็กไม่เคยรู้ข้อมูล บริษัทขนาดใหญ่บางแห่งเลือกรับเด็กบางมหาวิทยาลัยทำงาน พร้อมเตรียมฟัน ดร.เก๊!ไร้คุณภาพ

จากข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ระบุ 5 อันดับของคนตกงานมากที่สุดในปี 2557 นี้ มีอาชีพอะไรบ้าง ได้แก่
อันดับที่ 1 คือ อาชีพที่เกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ/บริหารการพาณิชย์
อันดับที่ 2 คือ สายงานคอมพิวเตอร์
อันดับที่ 3 คือ สายวิศวกร
อันดับที่ 4 คือ สังคมศาสตร์
อันดับที่ 5 คือ สายมนุษยศาสตร์

สิ่งที่น่าสนใจ คือ สายงานที่ได้รับความนิยมเรียนอย่างมากอย่างสายงานอย่างคอมพิวเตอร์ และสายงานวิศวกรรมนั้นทำไมถึงติดอันดับคนตกงานมากสุดในอันดับ 2 และ 3 แซงหน้าสายสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์เสียอีก ขณะที่แรงงานสายช่างกลับขาดแคลนหนักเพราะนักศึกษาระดับปวช.ปวส.สนใจเรียนต่อเพื่อเอาวุฒิปริญญาตรีไปทำงานมากกว่า

ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าระบบการศึกษาของไทยกำลังมีปัญหาอย่างหนัก โดยเฉพาะการผลิตบุคลากรเพื่อรองรับตลาดแรงงานที่ไม่สอดรับกัน

ปฏิรูป “สายช่าง” ให้ไปต่อได้อีก
รศ.กำจร ตติยกวี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)เปิดเผยกับ “ผู้สื่อข่าวออนไลน์ไทยพีบีเอส” ถึงแผนการปฏิรูประบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาแบบที่เรียกว่า “รื้อใหญ่” โดยระบุว่า ปัญหาของหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ไม่ตอบรับภาคแรงงานมีมานานแล้ว ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ และต้องแก้ไขทุกระดับ

เริ่มตั้งแต่ระดับปวช-.ปวส. ปัญหาการขาดแคลนแรงงานประเภทช่างเป็นตัวบ่งบอกปัญหาในการเรียรการสอนระดับปวช.และ ปวส.ได้อย่างดี

ความต้องการหลักอยู่ที่ช่าง แต่การผลิตในสายอาชีวะมีปัญหา เพราะค่านิยมการได้ใบปริญญามีค่อนข้างสูงในสังคมไทย และยิ่งมีปัญหามากขึ้นเมื่อได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาประกาศนโยบายเงินเดือน 15,000 บาทสำหรับคนจบปริญญาตรี มั่นใจว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นักศึกษาที่จบสายช่างมีน้อยลงไปอีก” เลขาธิการ สกอ.กล่าว

ดังนั้นปัญหานี้เป็นปัญหาเร่งด่วนหนึ่งที่ต้องแก้

เลขาธิการ สกอ. ชี้ว่าปัญหาของการเรียนสายช่างคือ ไม่มีหลักสูตรให้คนต่อปริญญาตรีได้ ดังนั้นคนจึงไม่เลือกเรียนสายช่าง ขณะนี้จึงกำลังทบทวนว่าหลักสูตรสายช่างจะต้องมีมากขึ้น และต้องเป็นหลักสูตรสายช่างที่เด็กสามารถเรียนต่อปริญญาตรีได้ด้วย

ถ้าทบทวนตรงนี้ได้ เด็กก็จะไม่หันเหจากปวช.- ปวส. ไปเรียนปริญญาตรี เพราะสายช่างพอไปเรียนปริญญาตรีก็ไม่เก่งเท่าปริญญาตรีจริง จบออกมาก็แข่งขันไม่ได้ ผู้ประกอบการไม่รับ แต่ถ้าเรียนสายช่างแล้วไปทำงานเลย ตลาดแรงงานมีรองรับอยู่มาก

ต่อไปหลักสูตรที่จะมีเพิ่มขึ้น คือหลักสูตรที่ให้เด็กปวส.สามารถเรียนต่อเนื่องได้ แต่หากใครไม่อยากเรียนต่อก็สามารถทำงานได้เลย เพราะคนจบปวส.ตอนนี้หากจบสายช่าง และมีฝีมือ เงินเดือนก็เท่าคนที่จบปริญญาตรี และมีความก้าวหน้าในสายอาชีพทีดีไม่น้อยไปกว่าสายปริญญาตรี ไม่จำเป็นต้องเรียนต่อปริญญาตรี แต่หากคนไหนอยากเรียนต่อปริญญาตรีจริงๆ ก็จะมีหลักสูตรรองรับ แต่สุดท้ายจะตัดสินใจมาทำงานช่างโดยวุฒิ ปวส.ก็ได้ด้วย

นับเป็นจุดสำคัญของระบบการศึกษาไทยที่กำลังจะปรับ!

จบปริญญาตรีแต่ไร้คุณภาพ!
สำหรับระดับปริญญาตรี ที่มีการไปสำรวจว่าเรียนจบมาแล้วตกงานจำนวนมากในสาขาคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรม เลขาธิการ สกอ.เปิดเผยว่า โดยความเป็นจริงแล้ว นักศึกษาที่เรียนจบทั้ง 2 สาขาหากเป็นผู้มีศักยภาพสูง จะไม่ประสบปัญหาตกงาน แต่ยอมรับว่าปัญหาใหญ่ของระบบการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีคือคุณภาพ

“ตลาดแรงงานยังมีตำแหน่งที่ต้องการคนจบใหม่ไปทำงานเยอะ แต่ต้องการเฉพาะคนมีศักยภาพสูงเท่านั้น”

ดังนั้นปัญหาจริงๆ คือการผลิตบัณฑิตที่ไม่มีคุณภาพ ทำให้ปัญหาของการตกงานอยู่ที่ปัจจัยสำคัญ คือจบมาจากสถาบันที่ไม่น่าเชื่อถือ จบในสาขาไม่ตรงตลาดแรงงาน และจบมาแล้วความรู้ด้อยเกินไป และสำหรับตำแหน่งที่เฉพาะตัว บางคนก็มีการเลือกงาน ก็มีโอกาสตกงานได้เหมือนกัน

“ตลาดไอทียังเติบโตเยอะ แต่ต้องการคนมีศักยภาพ เข้าไปแล้วทำงานได้เลย ไม่ใช่เข้าไปถึงทำได้แต่ word กับ excel”

จุดนี้เลขาฯ สกอ.ระบุว่า จะต้องมีการสำรวจอย่างจริงจังและสะท้อนกลับไปให้สถาบันต่างๆ เห็นเลยว่า สถาบันใดบ้างที่กำลังมีปัญหา เพราะที่ผ่านมาการสะท้อนแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้น

ดัชนีชี้คุณภาพ? เมื่อหลายบริษัทเลือก ไม่รับเด็กบางมหาวิทยาลัย
ต่อไปต้องมีการสำรวจฝ่ายบุคคลของบริษัทใหญ่ๆ ว่าเวลาสมัครงาน ใครมาสมัคร แล้วรับใคร คุณสมบัติแบบไหนที่รับ แล้วแต่ละบริษัทมีลิสต์สถาบันที่จะรับจริงไหม ทำไมรับแต่คนจบจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ฯ ทำไมคนจบจากมหาวิทยาลัยราชภัฎจึงไม่รับ อย่างบริษัทใหญ่บางแห่งส่วนใหญ่ถึงรับแต่วิศวะฯ จุฬา เป็นต้น” เลขาธิการ สกอ.ระบุ

โดยสำหรับ สกอ.เอง ที่ผ่านมาได้มีการสำรวจอัตราการสอบ ก.พ. ซึ่งจะมีทั้งเด็กจบใหม่ และเด็กไม่เก่งที่ยังค้างอยู่ในตลาดแรงงานมาสอบ พบว่า มีสถาบันบางแห่งคนไปสอบ ก.พ. ภาค ก. จำนวน 8,000 คน แต่สอบก.พ. ภาคก.ได้แค่ 70 คน

ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ที่สอบได้ คนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 90 กว่า

นี่คือข้อมูลที่น่าตกใจ!

ซึ่งทาง สกอ.ก็ยอมรับว่าการสะท้อนกลับไปตรงๆ ที่สถาบันต่างๆ นั้น ทำให้สถาบันต่างๆ ไม่ชอบใจนัก

ต้องเข้าใจว่าในสังคมไทยไม่ชอบถูกประเมิน อย่างสมศ.(สำนักงานรับรองและประเมินคุณภาพการศึกษา) ตอนนี้ก็มีปัญหาว่ามีคนเสนอให้ยุบ เพราะไม่อยากถูกประเมิน และเมื่อประเมินแล้วก็ยังสะท้อนกลับไปไม่ชัด เมื่อสะท้อนกลับไปไม่ชัด ก็เกิดปัญหาว่าสถาบันต่างๆ ไม่ยอมรับ

จบครูปีละหมื่น แต่มีตำแหน่งงานให้ปีละพัน!
ในขณะที่ข้อมูลยังระบุว่า การเรียนในหลักสูตรครูก็ประสบปัญหา เพราะตอนนี้มีการผลิตครูปีละ 10,000 คนรวมทุกมหาวิทยาลัย แต่มีตำแหน่งงานครูให้ปีละ 1,000 คน

เป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งที่ เลขาธิการ สกอ.ยอมรับว่าหนักใจ เพราะสถาบันการศึกษาที่ผลิตครูไม่ยอมบอกผู้เรียนไปตรงๆ ว่าเรียนแล้วคุณจะตกงาน และที่สำคัญคือเด็กเองก็รู้แค่ว่าจะเรียนอะไร แต่ไม่รู้เลยว่า เรียนแล้วจะไปทำงานอะไร ตลาดแรงงานรองรับหรือไม่

คนเรียนจบครูตอนนี้เลยตกงานอื้อ!

สิ่งที่สกอ.กำลังทำคือพยายามจะหากลไกมาสะท้อนกลับในส่วนนี้ โดยเฉพาะความร่วมมือกับสื่อมวลชนที่จะกำหนดตัวชี้วัดบางตัวขึ้นมา เพื่อให้ทำเรทติ้งสถาบันต่างๆ เพื่อวัดคุณภาพมหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้ยังเป็นแค่แนวคิด ยังไม่ได้มีความร่วมมืออย่างจริงจัง

เตรียมฟันพวกลอกวิทยา จบ ป.โท-เอกไร้คุณภาพ
รศ.กำจร ตติยกวียังกล่าวถึงปัญหาการศึกษาในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ของสถาบันการศึกษาต่างๆ ว่า เป็นอีกส่วนหนึ่งที่กำลังเป็นปัญหา และต้องเร่งแก้ไข เพราะวันนี้คำถามเรื่องคุณภาพเป็นเรื่องที่มีการถามกันมาก

“ในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก การจ้างทำวิทยานิพนธ์และการลอกวิทยานิพนธ์เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่มาก ซึ่งจุดนี้ทาง สกอ.ได้เตรียมที่จะแก้ไข”

เลขาธิการ สกอ. กล่าวต่อไปว่า ทาง สกอ. เตรียมจะดำเนินการแก้ปัญหาการคัดลอกวิทยานิพนธ์เป็นพิเศษ โดยสกอ.จะให้ทางสถาบันการศึกษาต่างๆ กำหนดเกณฑ์การตรวจสอบวิทยานิพนธ์ว่าอนุญาตให้มีการกึ่งคัดลอกวิทยานิพนธ์ได้ในสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้ แต่ละสถาบันการศึกษาจะให้นักศึกษารับผิดชอบแต่เพียงคนเดียวไม่ได้ อาจารย์ที่ปรึกษา และสถาบันจะต้องร่วมรับผิดชอบในส่วนนี้ด้วย

โดยหลังจากสถาบันต่างๆ กำหนดเกณฑ์การคัดลอกวิทยานิพนธ์แล้ว สกอ.จะนำวิทยานิพนธ์ฉบับนั้นๆ มาตรวจสอบอีกรอบหนึ่งก่อนทำการตีพิมพ์วิทยานิพนธ์ โดยสกอ.จะตั้งเกณฑ์การคัดลอกให้สูงกว่าที่สถาบันต่างๆ ที่กำหนดไว้ เช่น หากสถาบันการศึกษากำหนดเกณฑ์การคัดลอกไว้ที่ 30% ทางสกอ.จะกำหนดเกณฑ์การคัดลอกที่สูงกว่า

“ไม่ได้บอกว่าห้ามอ่านวิทยานิพนธ์คนอื่น อ่านได้ ทบทวนวรรณกรรมเสร็จต้องสร้างความเป็นตัวตนของตัวผู้วิจัยขึ้นมาให้ได้”

และเพื่อไม่ให้สถาบันต่างๆ อ้างว่าไม่มีเครื่องมือ ขณะนี้ สกอ.ก็กำลังเตรียมหาเครื่องมือเพื่อให้สถาบันการศึกษาต่างๆ นำไปใช้ตรวจวัดวิทยานิพนธ์อยู่ คาดว่าอีกไม่นานคงเรียบร้อย และจะเริ่มใช้ในปีการศึกษาที่จะถึงนี้

ต่อไป ปริญญาโท ปริญญาเอก จะมีคุณภาพมากขึ้น ไม่ต้องมีคำถามอีกว่า คนๆ นี้จบดร.มาได้ยังไง ไม่มีความรู้ ทำไมนักการเมืองได้ดร.ง่าย ต่อไปต้องตอบคำถามได้ คือคนที่ทำวิทยานิพนธ์จะต้องตอบคำถามได้จริง มีความรู้จริง อย่างนี้ถึงจะจบจริง

รศ.กำจรบอกว่าทุกวันนี้ถามคำเดียวรู้ได้แล้วใครทำวิทยานิพนธ์จริง ไม่จริง

ถามคำเดียวรู้เลย ใครทำจริง ไม่จริง คือถามว่าทำวิทยานิพนธ์ ทำสารนิพนธ์เรื่องอะไร ใครตอบตะกุกตะกัก หรือขึ้นชื่อวิทยานิพนธ์ว่าสำรวจความพึงพอใจอย่างนี้ อนุมานได้ก่อนว่าไม่ได้ทำเอง ลอกตามๆ แบบเดิมกันมา หรือบางคนก็ตอบคำถามไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอาจารย์ที่ปรึกษาชื่ออะไร” รศ.กำจร ตติยกวี กล่าวทิ้งท้าย

นี่คืออีกก้าวของการปฏิรูปการศึกษา ที่หลายคนบอกว่าปัญหาการศึกษาไทยเป็นแผลเก่าที่สมานได้ยาก

ต้องจับตาดูว่า สกอ.จะทำงานใหญ่งานนี้สำเร็จหรือไม่? แต่ถ้าทำได้ นั่นหมายถึงคุณภาพของระบบการศึกษาไทยเริ่มเห็นแสงสว่างรำไร

รายงานพิเศษโดย : ณฐา จิรอนันตกุล ทีมข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์

http://bit.ly/1rD32tD