จอหมายข่าว หอภาพยนตร์ ปู่ธำรง

เรื่องเฮาเล่า ของ บุรินทร์ อินลำปาง #8
“คุณปู่ใหญ่ในจดหมายข่าวหอภาพยนตร์”
#grandfather, #newsletter , #storytelling , #mylifestories

ในสายตระกูลของ , คุณย่าบุญเป็ง , ท่านมีพี่ใหญ่ ,ชื่อ ธำรง รุจนพันธ์ , ต่อไปนี้ ผมขอเรียกท่านว่า ปู่ใหญ่ , และเคยได้ยินเรื่องเล่า ว่า ลูกชายของคุณย่า , หรือน้องของคุณพ่อ ท่านหนึ่ง , เคยไปฝึกงานกับปู่ใหญ่ที่เมืองนราฯ , นั่นเป็นความทรงจำที่ผมมีเพียงเล็กน้อย , แต่ไม่นานมานี้มี , คุณอาแชร์ลิงก์ในโน๊ต , เป็น จดหมายข่าวหอภาพยนตร์ เรื่อง , เปิดกรุ , ธำรง รุจนพันธ์ ช่างถ่ายหนัง แห่ง เมืองนราฯ , ฉบับที่ 59 กันยายน ถึง ตุลาคม 2563 , และ อยู่ในเว็บไซต์ของ , หอภาพยนตร์ ที่เป็น องค์การมหาชน , เขียนโดย ฝ่ายอนุรักษ์ , ซึ่งบรรทัดสุดท้ายแจ้งว่า , หากสนใจ มรดกภาพยนตร์ , ที่ ธำรง ได้มอบให้ไว้ , สามารถเดินทางมารับชมได้ที่ , ห้องสมุดและโสตทัศนสถาน , เชิด ทรงศรี ,

จอหมายข่าว หอภาพยนตร์ ปู่ธำรง Read More »

เคยสอน โอเอส #6

เรื่องเฮาเล่า ของ บุรินทร์ อินลำปาง #6
“เคยสอน โอเอส”
#operatingsystem
#storytelling
#aboutme
#mylifestories
มีเรื่องให้จดจำมากมาย , ที่ลืมไปแล้ว ก็มีไม่น้อย , หนึ่งในนั้น , คือ , การทำหน้าที่เป็นครู , สอนวิชาโอเอส , ซึ่งทุกวิชาที่เคยสอน , คุณครูเจนแซด , มักจะทำโฮมเพจประจำวิชา , ทำคลิปวิดีโอ , สื่อสารในกลุ่ม , ผ่านสื่อสังคม , บันทึกแหล่งอ้างอิงภายนอก , แล้ว เผยแพร่ให้นักเรียนเข้าถึงได้แบบเป็นสาธารณะ , ที่สืบค้นได้ง่าย ,  แบ่งปัน เอกสารประกอบการเรียน , ในแต่ละสัปดาห์ , รายการงานที่มอบหมาย , ให้นักเรียนได้กลับไปทบทวน ไปทำที่บ้าน , แขวนไว้ในโฮมเพจประจำวิชา , ที่ฝากไว้กับโฮส , หรือ , เครื่องบริการของคุณครู , ,
,
วิชาโอเอส , ในอดีต , เน้นไปทางทฤษฎี , ว่า , โอเอสจัดการทรัพยากรอย่างไร , มีสิ่งที่ต้องจัดการมากมาย , เช่น , โปรเซส , หน่วยความจำ , หน่วยประมวลผลกลาง , ระบบแฟ้ม , การป้องกัน , เครือข่าย , อุปกรณ์รับ , และแสดงผล , เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป , การประยุกต์ใช้ , และฝึกปฏิบัติ , เริ่มเข้ามาผสมผสาน , ในเนื้อหาเพิ่มขึ้น , เรียนทฤษฏีอย่างเดียว , จะเครียดง่าย , ,
,
เนื้อหาในภาคปฏิบัติ , เปลี่ยนไปตามยุคสมัย , ยุคแรกใช้แผ่นดิสก์ , ใช้ระบบดอส , ในยุค 1980 , ที่ต้องมีแผ่นดิสก์ , เสียบเข้าเครื่องก่อนเปิด , เพื่อรับคำสั่งเข้าไปจัดการอุปกรณ์ , แล้วนั่งรอประมาณ 2 – 3 นาที , ก็จะมีเครื่องหมาย เอ พร้อม , ขึ้นมารอรับคำสั่ง , หากต้องการเขียนรายงาน , ก็เสียบแผ่นดิสก์ , ที่มีโปรแกรม หรือ , แอปพลิเคชันเข้าไป , แล้วสั่งเรียกโปรแกรม , ที่ใช้เขียนรายงาน , หรือ , โปรแกรมเกม , เพื่อคลายเครียด , ,
,
สมัยใหม่ , อุปกรณ์ส่วนใหญ่ , จะมีหน่วยความจำถาวร , และมีโปรแกรมอยู่ในนั้น , เมื่อเปิดเครื่อง , โอเอสก็จะทำงานทันที , คนในอดีต , ต้องพกแผ่นดิสก์เป็นกล่อง ,  ใช้โปรแกรมไหน , ก็หยิบแผ่นนั้น , เสียบเข้าไป , ปัจจุบันเรามีหน่วยความจำ , และบริการโปรแกรม , บนก้อนเมฆ , ที่สามารถใช้งานโปรแกรมต่าง ๆ , ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต , ที่มีค่าบริการแบบรายปี , ระบบปฏิบัติการ , ก็มีค่าบริการ , และมีรุ่นใหม่ให้เลือกใช้ , ตามขนาดขององค์การ , มีฟังก์ชั่นให้เลือก , ใช้เพียงบางฟังก์ชัน ก็จ่ายน้อย , ใช้ทุกฟังก์ชันก็จ่ายมากกว่า , เป็นธรรมดา

1801 words
2:10 นาที

รังผึ้งนึ่งใบตอง

เคยสอน โอเอส #6 Read More »

อ่าน เรื่องเล่าชีวิต #4

เรื่องเฮาเล่า ของ บุรินทร์ อินลำปาง #4
“อ่าน เรื่องเล่าชีวิต”
#reading
#storytelling
#aboutme
#mylifestories
อ่านหนังสือ , ไม่เคยจบเล่ม , นั่นเป็นเรื่องในอดีต 50 กว่าปีที่แล้ว , เท่าที่จำได้ , ไม่เคยมีหนังสือขนาดเกิน 100 หน้า , ที่ผมตั้งหน้าตั้งตาอ่านตั้งแต่ตัวอักษรแรก , ไปจนถึงตัวอักษรสุดท้าย , แล้วขีดเขียนไปพร้อมกัน , ส่วนใหญ่จะอ่านให้พอรู้เรื่อง , เลือกเฉพาะบท , เฉพาะตอนที่สนใจ , เรียกว่า อ่านเอาเรื่อง , พอได้เรื่องก็หยุด , แต่มีข้อยกเว้น , สำหรับหนังสือการ์ตูนมังงะ , ปกติแล้ว , จะไม่มีการ์ตูนภาพญี่ปุ่นแปลไทยเล่มไหน , ที่ผมอ่านไม่ครบทุกตัวอักษร , เพราะตัวอักษรมีน้อยมาก , สมัยที่ร้านเช่าหนังสือ , ยังรุ่งเรืองอยู่ , ผมเช่ามาครั้งละ 3 ถึง 5 เล่ม , เร่งอ่านจนจบ , แล้วไปคืนให้ทันตามกำหนด , ไม่อยากเสียค่าปรับคืนช้า , แม้ยืนอ่านในร้าน , ก็ต้องอ่านให้จบเล่มเช่นกัน ,
,
ต้นปี พ.ศ. 2569 , มีโอกาสทำงาน , กับหนังสือฉบับร่าง , เรื่องเล่าชีวิต , ดร.นิรันดร์ จิวะสันติการ , ซึ่งเป็นหนังสืออัตชีวประวัติ , ของท่านอธิการบดี , ผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยโยนก , หนังสือมีความยาว 61 บท , จำนวน 423 หน้า , ขนาดกระดาษ A5 , หรือ ครึ่ง A4 , แต่ละแถวมีประมาณ 60 ตัวอักษร , หนึ่งหน้ามี 25 บรรทัด , ประมาณหน้าละ 1,500 ตัวอักษร , ใช้เวลาอ่านหน้าละ 5 นาที , หรือ 300 ตัวอักษรต่อนาที , ซึ่งความเร็วที่ปัญญาประดิษฐ์ให้ข้อมูล , คือ คนปกติอ่านได้ 200 ถึง 300 ตัวอักษรต่อนาที , ดังนั้น , อ่านหนังสือเล่มนี้ , ใช้เวลารวม , ไม่เกิน 2,115 นาที , หรือประมาณ 36 ชั่วโมง , หากอ่านวันละ 4 ชั่วโมง , จะใช้เวลา 9 วัน ,
,
หนังสือเล่มนี้ , ท่านอธิการเขียนด้วยภาษาอังกฤษ , บน Storyworth , แล้วส่งออก preview , เป็นแฟ้มแบบ พีดีเอฟ , แล้วให้กูเกิ้ลช่วย , แปลเป็นภาษาไทย , พบว่า ชื่อเฉพาะ , และวัฒนธรรมที่แตกต่าง , ทำให้บางคำมีความหมายไม่ตรง , จึงต้องอ่านทบทวน , แล้วแก้ไขบน โปรแกรมเวิร์ด , จัดการสารบัญ , ใส่เลขหน้า , ส่วนหัว , ส่วนท้าย , และเพิ่มภาพประกอบ ,
,
เปรียบเทียบการจัดเรียงเนื้อหา , พบว่า , ต่างจากหนังสือ Steve Jobs , ที่เขียนโดย , วอลเตอร์ ไอแซคสัน , ที่เล่าเรื่องด้วยข้อมูลจาก , การสัมภาษณ์ , หลักฐาน , และเอกสารอ้างอิง , ส่วนหนังสือ , เรื่องเล่าชีวิต , ดร.นิรันดร์ จิวะสันติการ , เป็นเจ้าของเรื่อง , เขียนด้วยตนเอง , จึงลงได้ลึก และครอบคลุมกว่า , มีตัวอย่างเนื้อหา , เช่น บรรพบุรุษ , พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง , ครอบครัว , วัยเยาว์ , โรงเรียน , มหาวิทยาลัย ,   การทำงาน , ความสำเร็จ , ความฝัน , การเปลี่ยนแปลง , การเดินทาง , เพื่อน , สุขภาพ , การกิน , การดื่ม , ดูหนัง , ฟังเพลง , และอีกมากมาย ,
,
จนถึงขณะนี้ , ผมก็ยังอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่จบ , อ่านไปได้ 293 หน้าแล้ว , นับได้ 3 ใน 4 ของเล่ม , หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว , เกิดรู้สึกอยากเขียนเรื่องเล่าชีวิตขึ้นมาบ้าง , อยากบันทึกเรื่องราวในความทรงจำ , เก็บไว้อ่าน , เก็บไว้ฟัง , สืบค้นเมื่อใดก็พบ , ฝากไว้บนสื่อสังคม , ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา , อยากบันทึกในช่วงที่ยังมีแรงกำลัง , เพราะถ้าอายุเกิน 100 ปี , ความทรงจำน่าจะมีไม่ครบถ้วน , คิดแล้วก็เริ่มขีดเขียนจดบันทึกเลย , ตั้งชื่อเรื่องว่า , เรื่องเฮาเล่า , ของ , บุรินทร์ คนลำปาง , เรียนแบบท่านอธิการบดี , ผู้สร้างสรรค์ , สิ่งดี ๆ ไว้มากมาย , แล้วได้เขียนเล่าเรื่องราว , ประวัติของท่านในช่วงชีวิตที่ผ่านมา

2763 words
2:43 นาที

อ่าน เรื่องเล่าชีวิต #4 Read More »

EP.011 รายงานการวิจัย

การวิจัย เกิดขึ้น เพื่อแก้ปัญหา
หรือพัฒนาสิ่งที่ทำอยู่ ให้ดียิ่งกว่า
เมื่องานเสร็จ ต้องมีรายงานการวิจัย
ให้ทุกคนเข้าใจ จะได้ร่วมกันเรียนรู้

เริ่มต้นที่หน้าปก ชื่อเรื่องให้ชัดเจน
ชื่อผู้วิจัยเด่น ปีที่เขียน ให้ใส่ไว้
ต่อด้วยบทคัดย่อ สรุปเรื่องย่อไป
ว่าทำอะไร ได้ผลเช่นไร สั้นได้ใจความ

เขียนรายงาน การวิจัย
ต้องมีอะไรบ้าง จำไว้ให้ดี
บทที่หนึ่ง บทที่สอง ต่อบทสาม สี่ ห้า นี้
ครบถ้วนตามหลักวิชา

บทที่หนึ่ง บทนำ กล่าวความเป็นมา
บอกปัญหา วัตถุประสงค์ ขอบเขตให้รู้
บทที่สอง เอกสาร งานวิจัยที่เคยดู
แนวคิด ทฤษฎี ผู้รู้มาก่อนเรา

บทที่สาม วิธีวิจัย ออกแบบขั้นตอน
ประชากร เครื่องมือ เก็บข้อมูลให้เข้าใจ
บทที่สี่ ผลการวิจัย นำเสนอออกไป
ตาราง แผนภูมิ อธิบายให้เห็นชัดเจน

บทที่ห้า สรุปผล เขียนอภิปราย
ข้อเสนอแนะ ทิศทางการวิจัยต่อไป
ท้ายสุด บรรณานุกรม อ้างอิงให้ถูกไว้
ภาคผนวกแนบไป งานวิจัยจึงสมบูรณ์

เขียนรายงาน การวิจัย
ประกอบด้วยอะไร จำให้ขึ้นใจ
หน้าปก บทคัดย่อ บทหนึ่งถึงห้าเรียงไป
ทำตามนี้ รายงานวิจัย ครบถ้วนแน่นอน

EP.011 รายงานการวิจัย Read More »

EP.33 เราเพื่อนกัน

จำได้ไหม เพื่อนกัน เธอกับฉัน
เรียนด้วยกัน ตั้งนาน ตอนยังเยาว์
ในยามนั้น ภาพอดีต ฉายเรื่องราว
ปรากฎเล่า ความจำ ฉากวันวาน

ในสมัยนั้น เกิดเรื่อง ขึ้นมากมาย
แล้วต่อมา แยกย้าย ตามเส้นทาง
เพียงไม่นาน หลายสิ่ง ถูกปล่อยวาง
เชื่อมสัมพันธ์ หมุนกลับ ดุจวันวาน

ได้กลับมา พบพาน เพื่อนอีกครั้ง
พูดคุยกัน ออกรส สนุกสนาน
เหมือนไม่ได้ พบกัน มาแสนนาน
เล่าวันวาน หอมหวล ชวนย้อนวัย

“ภาพเก่า เล่าความหลัง”

“คิดถึงเธอ ตั้งแต่หัวค่ำ จนรุ่งสาง”

EP.33 เราเพื่อนกัน Read More »

บทความวิจัย เกี่ยวกับ web 2.0 ปี 2009

ค้นใน scholar google ด้วยคำว่า “truehits” พบบทความ เรื่อง A STUDY ON THE CURRENT STATUS OF THE UTILIZATION OF WEB 2.0 TECHNOLOGY AMONG POPULAR THAI WEBSITES มีเนื้อหาเกี่ยวกับ web 2.0 ตีพิมพ์ผลการศึกษาในปี ค.ศ.2010 ระบุว่า กลุ่มเว็บไซต์ด้านบันเทิง
พัฒนาในรูปแบบ web 2.0 มากที่สุด มี 4.5% รองลงมาคือ กลุ่มการศึกษา มี 4.4% ตามด้วย กลุ่มสุขภาพ และ กลุ่มข่าว มี 2.8% เท่ากัน โดยใช้ข้อมูล 10 กลุ่ม ได้แก่ 1) Education, 2) Entertainment, 3) Travelling, 4) Shopping, 5) Organization, 6) Business, 7) News/Media,  8) Banking and Financing, 9) Computer และ 10) Health

โดยผู้วิจัย อาศัยข้อมูลเพื่อใช้ในการวินิจฉัยเว็บไซต์ และจำแนกกลุ่มเว็บไซต์ จาก truehits ใช้เว็บไซต์ 100 อันดับแรกในปี ค.ศ.2009 และจำแนกประเภทของ web 2.0 ออกมาได้ 8 กลุ่ม ได้แก่ 1) Collective Intelligence, 2) Peer-to-Peer Networking, 3) Social Networking, 4) RSS, 5) Podcasts, 6) Wikis, 7) Blogs, และ 8) Mash-ups พบว่า อันดับหนึ่ง คือ Social Networking มีมากถึง 52%

https://d1wqtxts1xzle7.cloudfront.net/5718490/INCEB09-FINALSubmission-WoodyAtchara-091012-Lastest-libre.pdf

บทความวิจัย เกี่ยวกับ web 2.0 ปี 2009 Read More »

ปัจจุบัน แนวโน้มจำนวน personal homepage ลดลง จริงหรือไม่

เคยสงสัยว่าโฮมเพจส่วนตัว เริ่มสืบค้นไม่ค่อยพบ ที่มีอยู่ก็หายไป ที่มีใหม่ก็น้อยเหลือเกิน น่าจะมีคนบอกเล่าเรื่องแนวโน้มนี้เป็นข้อมูลไว้บ้าง เมื่อถามน้องเอ พบเหตุผลสนับสนุนหลายรายการ ดังนี้

แนวโน้มจำนวน Personal Homepage ลดลงจริงหรือไม่?
1. การเกิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย (social media)
แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, Twitter, TikTok, Medium, และ LinkedIn ทำให้การสร้างตัวตนออนไลน์ง่ายขึ้นกว่าการทำเว็บไซต์เอง ผู้ใช้สามารถแชร์ข้อมูล รูปภาพ และเนื้อหาได้โดยไม่ต้องดูแลโฮสต์หรือเขียนโค้ด
2. บล็อกและแพลตฟอร์มสำเร็จรูป (cms)
ระบบอย่าง WordPress, Blogger, Wix, Squarespace, และ Notion ช่วยให้การสร้างเว็บไซต์หรือบล็อกเป็นเรื่องง่ายโดยไม่ต้องเขียนโค้ดเอง ซึ่งดึงดูดผู้ใช้ที่ต้องการเผยแพร่เนื้อหาโดยไม่ต้องสร้างเว็บส่วนตัว
3. ค่าใช้จ่ายและความซับซ้อน (budget)
การสร้าง Personal Homepage ต้องมีค่าใช้จ่าย เช่น โดเมน, โฮสติ้ง, และต้องมีทักษะด้านเว็บดีไซน์หรือการพัฒนาเว็บ ในขณะที่โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มสำเร็จรูปสามารถใช้ได้ฟรีหรือมีต้นทุนต่ำกว่า
4. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ใช้ (behavior)
ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตให้ความสำคัญกับ ความสะดวกและความเร็ว มากขึ้น พวกเขามักเลือกใช้แพลตฟอร์มที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและแชร์เนื้อหาได้รวดเร็ว แทนที่จะเข้าชมเว็บไซต์ส่วนตัวของแต่ละบุคคล

ยังมี Personal Homepage อยู่ไหม
ถึงแม้แนวโน้มจะลดลง แต่ก็ยังมีบางกลุ่มที่นิยมสร้าง เว็บไซต์ส่วนตัว เช่น
– นักพัฒนาและนักออกแบบที่ต้องการ Portfolio
– นักเขียนที่ต้องการพื้นที่ เผยแพร่บทความ
– ศิลปินและนักดนตรีที่ต้องการ แสดงผลงาน
– นักวิจัยหรืออาจารย์ที่ต้องการ เผยแพร่งานวิชาการ

สรุป
แม้ว่า Personal Homepage จะไม่ได้รับความนิยมเหมือนในอดีต แต่ก็ยังคงมีอยู่ในกลุ่มเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ส่วนใหญ่หันไปใช้แพลตฟอร์มที่เข้าถึงง่ายและมีผู้ใช้จำนวนมากแทน

Homepage

ปัจจุบัน แนวโน้มจำนวน personal homepage ลดลง จริงหรือไม่ Read More »

ทำไม คนชอบถามว่า การอบรม มีประกาศหรือเกียรติบัตร หรือไม่

ในบางสังคม ที่ไม่สนใจในบางเรื่อง เช่น หนังสือรับรอง (certificate) เพราะมีคำถามถึง ที่มาที่ไป ความเป็นมา ความน่าเชื่อถือของหนังสือรับรอง ระบบ ความสุจริต งานเอกสาร ประโยชน์ และการนำไปใช้ จึงมีประเด็นคำถามเรื่องความรู้จากการอบรม กับ หนังสือรับรองความรู้

มักมีคำถามต่อผู้จัดการอบรมในบางลักษณะว่า “การอบรมมีประกาศนียบัตรหรือเกียรติบัตรหรือไม่” ด้วยเหตุผลหลัก ๆ ดังนี้
1. ใช้เป็นหลักฐานรับรอง (Evidence)
หลายคนต้องการเอกสารยืนยันว่าพวกเขาได้เข้าร่วมการอบรมจริงกับผู้ทรงคุณวุฒิ หรือองค์กรที่น่าเชื่อถือ เพื่อนำไปใช้สมัครงาน เลื่อนตำแหน่ง หรือเป็นเงื่อนไขของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลสอบภาษาอังกฤษ
2. เพิ่มความน่าเชื่อถือ (Credibility)
การมีเกียรติบัตรช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับผู้เข้าอบรม โดยเฉพาะหากออกโดยองค์กรที่มีชื่อเสียง เช่น กระทรวง ทบวง กรม
3. ข้อกำหนดขององค์กร/หน่วยงาน (Rule)
บางหน่วยงานกำหนดให้พนักงานต้องเข้ารับการอบรมพร้อมใบรับรองเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานหรือข้อกำหนดต่าง ๆ เช่น ใบรับรองคุณวุฒิ
4. ใช้สะสมชั่วโมงการอบรม (Working hours)
ในบางอาชีพ เช่น ครู วิศวกร หรือแพทย์ อาจต้องสะสมชั่วโมงการอบรมเพื่อใช้ต่ออายุใบอนุญาต
5. แรงจูงใจในการเข้าร่วม (Motivation)
บางคนมองว่า การได้รับเกียรติบัตร (certificate) เป็นรางวัล (reward) ที่จับต้องได้หลังจากลงทุนเวลาและความพยายามในการอบรม

คำถาม มีเหตุผลใด ที่จัดการอบรมทางวิชาการแล้ว ไม่มีใบรับรองให้ผู้เข้ารับการอบรม
1. การอบรมแบบไม่เป็นทางการ (Informal)
บางหลักสูตรจัดขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปโดยไม่มีข้อกำหนดทางวิชาการที่ต้องรับรอง
2. ข้อจำกัดด้านงบประมาณ (Budget)
การออกใบรับรองต้องใช้ทรัพยากร เช่น การพิมพ์ การลงนาม และระบบการออกเอกสาร ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
3. ไม่มีเกณฑ์การประเมินผล (Criteria)
หากไม่มีการวัดผล เช่น การสอบหรือการทดสอบความเข้าใจ อาจทำให้ไม่สามารถออกใบรับรองที่มีความน่าเชื่อถือได้
4. เน้นการเรียนรู้มากกว่าการรับเอกสาร (Document)
บางหน่วยงานให้ความสำคัญกับความรู้ที่ได้รับมากกว่าใบรับรอง จึงไม่ได้ออกเอกสารให้
5. ไม่ต้องการให้ใบรับรองถูกใช้ในทางที่ผิด (Risk)
บางกรณีกลัวว่าผู้เข้าร่วมอาจนำใบรับรองไปแสดงเป็นคุณสมบัติทางวิชาชีพ ทั้งที่หลักสูตรอาจไม่ครอบคลุมในระดับนั้น
6. เงื่อนไขของผู้จัดการอบรม (Policy)
บางองค์กรอาจมีนโยบายว่า จะออกใบรับรองให้เฉพาะหลักสูตรที่มีความยาวหรือความเข้มข้นเพียงพอเท่านั้น
7. ต้องการให้ผู้เข้าร่วมจดจ่อกับเนื้อหา (Learning)
หากการอบรมมีเป้าหมายเพื่อเสริมความรู้ระยะสั้น ผู้จัดอาจไม่ต้องการให้ผู้เข้าร่วมโฟกัสไปที่ใบรับรองมากกว่าการเรียนรู้จริง

ตัวอย่างเกียรติบัตร

https://www.kruachieve.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97/

ทำไม คนชอบถามว่า การอบรม มีประกาศหรือเกียรติบัตร หรือไม่ Read More »

การศึกษาไทย ในมุมมองของเอไอ

การศึกษาไทย ในมุมมองของ AI

จุดแข็งของการศึกษาไทย

  • การเข้าถึงการศึกษา – ประเทศไทยมีระบบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี และการศึกษาฟรี 12 ปี ทำให้เด็กส่วนใหญ่ได้รับโอกาสทางการศึกษา
  • หลักสูตรที่ครอบคลุม – มีการบรรจุวิชาพื้นฐาน เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ เพื่อพัฒนาความสามารถของนักเรียน
  • เทคโนโลยีทางการศึกษา – มีการนำเทคโนโลยี เช่น ระบบเรียนออนไลน์ (E-learning) และแพลตฟอร์มดิจิทัลมาใช้มากขึ้น
  • ทุนการศึกษาและโอกาสเรียนต่อ – มีโครงการทุน เช่น กยศ. และทุนรัฐบาล ที่ช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น

จุดอ่อนของการศึกษาไทย

  • เน้นท่องจำมากกว่าการคิดวิเคราะห์ – ระบบการเรียนการสอนยังคงให้ความสำคัญกับการจำเนื้อหา มากกว่าการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา
  • ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา – นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลยังขาดแคลนทรัพยากร เช่น ครูที่มีคุณภาพ อุปกรณ์การเรียน และอินเทอร์เน็ต
  • ภาระงานของครูสูง – ครูไทยต้องทำเอกสารและงานธุรการจำนวนมาก ทำให้มีเวลาสอนและพัฒนานักเรียนน้อยลง
  • การเรียนการสอนขาดความยืดหยุ่น – หลักสูตรและวิธีการสอนยังไม่ค่อยปรับให้เหมาะสมกับความถนัดของแต่ละบุคคล และยังไม่เน้นการเรียนรู้ตามความสนใจของผู้เรียน
  • ทักษะด้านภาษาและเทคโนโลยี – นักเรียนไทยโดยรวมยังมีทักษะด้านภาษาอังกฤษและการใช้เทคโนโลยีต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค

แนวทางพัฒนา

  • ปรับปรุงหลักสูตรให้เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยกระจายทรัพยากรและพัฒนาคุณภาพโรงเรียนในชนบท
  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน
  • ลดภาระงานครู เพื่อให้ครูมีเวลาโฟกัสกับการสอนมากขึ้น
  • ส่งเสริมการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและสนับสนุนความสามารถเฉพาะทางของนักเรียน

โดยรวมแล้ว การศึกษาไทยยังมีศักยภาพในการพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น หากสามารถปรับระบบให้เหมาะสมกับยุคสมัยและให้ความสำคัญกับนักเรียนเป็นศูนย์กลางจริง ๆ

การศึกษาไทย ในมุมมองของเอไอ Read More »

ปริญญา ต่างกับ การศึกษาอย่างไร

“ปริญญา” และ “การศึกษา” มีความเกี่ยวข้องกัน แต่มีความหมายที่แตกต่างกัน
1. การศึกษา (Education)
หมายถึง กระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ได้รับความรู้ ทักษะ ค่านิยม หรือประสบการณ์ เกิดขึ้นได้ทั้งในระบบ (เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย) และนอกระบบ (เช่น การเรียนรู้ด้วยตนเอง) ไม่จำกัดว่าต้องมีใบรับรองหรือวุฒิการศึกษา
2. ปริญญา (Degree)
เป็นใบรับรองที่ออกโดยมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษา หลังจากเรียนจบหลักสูตรที่กำหนด เป็นหลักฐานที่แสดงว่าได้ผ่านกระบวนการศึกษาในระดับสูง เช่น ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับปริญญาจะมีความรู้หรือทักษะเท่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับการนำไปใช้และประสบการณ์

สรุปความแตกต่าง

ดังนั้น คนที่มี การศึกษา ไม่จำเป็นต้องมี ปริญญา และคนที่มี ปริญญา ก็ไม่จำเป็นต้องมี การศึกษา ในความหมายของการเข้าใจและนำไปใช้ได้จริง

ปริญญา ต่างกับ การศึกษาอย่างไร Read More »