ภัยเงียบจากกล่องโฟม

นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความรู้ว่า กล่องโฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป (Styrofoam) เป็นของเสียเหลือทิ้งสีดำ ๆ จากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วยสารสไตรีน (Styrene) มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง

กล่องโฟม

กล่องโฟม

อาหารตามสั่งที่บรรจุกล่องโฟม จึงเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ทำให้สมองมึนงง สมองเสื่อมง่ายหงุดหงิดง่าย มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ และเป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด ถ้าเป็นผู้ชายรับประทานเข้าไปมาก ๆ มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม และทั้งสองเพศมีโอกาสสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ แม้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำก็ตาม

สำหรับสไตรีน ถือเป็นสารอันตรายที่สหรัฐฯ เพิ่งประกาศขึ้นบัญชีสารก่อมะเร็ง หญิงมีครรภ์ที่รับประทานอาหารบรรจุในกล่องโฟม ลูกมีโอกาสสมองเสื่อมเป็นเอ๋อ อวัยวะบางส่วนพิการ ส่วนคนทั่วไปถ้ารับประทานอาหารกล่องโฟมทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า

ทั้งนี้ ผู้บริโภคมีโอกาสได้รับสารสไตรีนในกล่องโฟมได้ง่ายถึง 5 ปัจจัยได้แก่

1. อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นหรือเย็นลง ทำให้สไตรีนซึมเข้าสู่อาหารได้สูง

2. ถ้าปรุงอาหารโดยใส่น้ำมัน น้ำส้มสายชูแอลกอฮอล์ จะดูดสารสไตรีนจากกล่องโฟมได้มากกว่าปกติ

3. ถ้าซื้ออาหารใส่กล่องทิ้งไว้นาน ๆ ไม่ได้รับประทาน อาหารจะดูดสารสไตรีนได้มาก

4. ถ้านำอาหารที่บรรจุโฟมเข้าไมโครเวฟ สไตรีนจะไหลออกมาในปริมาณมาก

5. ถ้าอาหารสัมผัสพื้นที่ผิวกล่องโฟมมาก ๆ รวมถึงร้านไหนตัดถุงพลาสติกใสรองอาหาร ขอบอกว่าได้รับสารก่อมะเร็ง 2 เด้ง ทั้งสไตรีนและไดออกซินจากถุงพลาสติกเลยทีเดียว

นพ.วีรฉัตร กล่าวเตือนด้วยว่า อาหารตามสั่งหรือข้าวราดแกงกับไข่ดาวหรือไข่เจียวร้อน ๆ อาจจะไปละลายผนังกล่องโฟม เสมือนรับประทานอาหารคลุกสไตรีนไปด้วย ถึงกระนั้นไข่ดิบที่วางขายในแผงไข่พลาสติก สารสไตรีนมีโอกาสวิ่งเข้าในเปลือกไข่ได้เช่นกัน ถ้าเลือกไข่ดิบควรเลือกซื้อจากแผงไข่กระดาษจะปลอดภัยที่สุด

http://health.kapook.com/view55910.html

7 ข้อควรรู้เกี่ยวกับครรภ์เป็นพิษ

“7 ข้อควรรู้เกี่ยวกับครรภ์เป็นพิษ” ดังนี้

ตั้งครรภ์

ตั้งครรภ์

ข้อ 1 ครรภ์เป็นพิษ มีสาเหตุการเกิดที่ “ไม่แน่ชัด”
แรกเริ่มเดิมทีนั้น มีการบันทึกถึงภาวะครรภ์เป็นพิษมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ อริสโตเติล ผู้เป็นนักปราชญ์และแพทย์ชาวกรีกได้กล่าวไว้ว่า เกิดจากความไม่สมดุลย์ ของธาตุในร่างกายทำให้มี “น้ำคั่ง” และเชื่อว่าเกิดจากมดลูก เป็นสาเหตุที่ส่งผลร้ายต่อตับ, กระเพาะ, ม้าม, และปอด(2) แต่จากวิทยาการความรู้ที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ณ. ปัจจุบันนี้จึงทำให้เราพบว่า สาเหตุการเกิดครรภ์เป็นพิษนั้น “ไม่แน่ชัด” มีเพียงแต่สมมุติฐานต่างๆ คาดเดากันไปเท่านั้น เช่น เชื่อว่า “รก” ทำงานผิดปกติ ทำให้มีการหลั่งสารบางอย่างมากระตุ้นหลอดเลือดให้หดรัดตัว ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นกว่าปกติ(3) อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่แน่นอนหนึ่งข้อก็คือ “การตั้งครรภ์” ดังนั้นถ้าไม่ตั้งครรภ์ ก็จะไม่เกิดภาวะนี้ขึ้น

ข้อ 2 ครรภ์เป็นพิษ ที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอาจเสียชีวิตได้
โดยปกติภาวะครรภ์เป็นพิษ จะวินิจฉัยเมื่อความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (systolic blood pressure) 140 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า หรือความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว(diastolic blood pressure) 90 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า โดยวัดสองครั้ง ห่างกัน 4 ชั่วโมง(4) นอกจากนี้ อาจตรวจพบโปรตีนรั่วออกมาปนในปัสสาวะ โดยความรุนแรงของโรคอาจมีตั้งแต่เล็กน้อย, รุนแรงจนกระทั่งทำให้เกิดการชักหมดสติ, มีภาวะซีดจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกสลาย, เกร็ดเลือดลดต่ำทำให้มีเลือดออกผิดปกติ, การทำงานของตับผิดปกติ ส่งผลให้เสียชีวิตได้ทั้งแม่และทารกในครรภ์

ข้อ 3 ครรภ์เป็นพิษ โดยส่วนใหญ่แล้วมักเป็น “มหันตภัยเงียบ”
โดยส่วนมากแล้วนั้น สตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ มักจะไม่ค่อยรู้สึกว่าตนเองนั้นป่วย จนกระทั่งโรคเกิดขึ้นรุนแรง(5) ดังนั้นจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบถึง “สัญญาณเตือนภัย” บางอย่างที่ร่างกายกำลังบอกเราให้ทราบว่า “ภาวะครรภ์เป็นพิษ” กำลังมาเยือนคุณแม่ทั้งหลาย ดังต่อไปนี้

-ปวดศีรษะ, ตาพร่ามัว, คลื่นไส้อาเจียน เนื่องจากความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น รวมถึงสมองบวม หรือเลือดออกในสมอง
-เจ็บจุกแน่นที่ลิ้นปี่หรือบริเวณชายโครงขวา เนื่องจากตับโตขึ้น หรือมีเลือดออกในตับ
-เหนื่อยหอบ, หายใจลำบาก, นอนราบไม่ได้ เนื่องจากน้ำท่วมปอด
– บวม, น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นรวดเร็วในเวลาไม่กี่วัน, ปัสสาวะออกน้อยลง เนื่องจากไตทำงานผิดปกติ มีการรั่วของโปรตีนออกมาในปัสสาวะ

ในส่วนของทารกเองนั้นก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เช่น เจริญเติบโตได้ช้า, น้ำคร่ำน้อยกว่าปกติ และ เสียชีวิตได้ กรณีที่ครรภ์เป็นพิษนั้นรุนแรงมาก

ข้อ 4 ครรภ์เป็นพิษ มักพบในครรภ์แรกมากกว่าครรภ์หลัง
ในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ มักพบในครรภ์แรกมากกว่าครรภ์หลัง, มักพบในสตรีที่อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป, หรือแม้เคยมีลูกมาแล้ว แต่เว้นระยะมานานมากกว่า 10 ปีขึ้นไปก็ถือว่ามีความเสี่ยง, สตรีที่อ้วนมีดัชนีมวลกาย มากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร, มีประวัติครอบครัวเป็นภาวะครรภ์เป็นพิษ, ตั้งครรภ์แฝด, เคยมีประวัติครรภ์เป็นพิษมาก่อน, มีโรคประจำตัวเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่เดิม เป็นต้น

ข้อ 5 ครรภ์เป็นพิษ รักษาโดยการ “คลอด”
เป้าหมายในการรักษาสตรีที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษนั้น จำเป็นต้องคำนึงถึง 3 สิ่งต่อไปนี้คือ ต้องให้คลอด, ให้ยาป้องกันการชัก และให้ยาลดความดันโลหิต การคลอดนั้น อาจต้องพิจารณาถึงอายุครรภ์ร่วมด้วย กรณีที่ครรภ์เป็นพิษนั้นไม่รุนแรงมาก แต่ในกรณีที่ครรภ์เป็นพิษนั้นอยู่ในขั้นรุนแรง จำเป็นต้องพิจารณาให้คลอด ไม่ว่าอายุครรภ์จะมากน้อยเพียงใด ครบกำหนดหรือไม่ เพื่อรักษาชีวิตของมารดาเป็นสำคัญ ส่วนที่ว่าจะคลอดโดยคลอดทางช่องคลอด หรือผ่าตัดคลอด ก็จะเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ สำหรับทารกที่อายุครรภ์ไม่ครบกำหนด อาจต้องมีการใช้ยาช่วยในการพัฒนาของปอดเพื่อให้ทารกสามารถหายใจได้เอง โดยพิจารณาเป็นรายๆไป ภาวะชัก เนื่องจากครรภ์เป็นพิษ (eclampsia) เป็นภาวะที่รุนแรง สามารถทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงต้องมีการให้ยากันชักในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะครรภ์เป็นพิษขั้นรุนแรง(severe preeclampsia) โดยยาที่ให้คือ แมกนีเซียมซัลเฟต ซึ่งยาตัวนี้อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกร้อนวูบวาบ, คลื่นไส้อาเจียน, ความดันโลหิตลดต่ำลง จึงจำเป็นต้องมีการวัดสัญญาณชีพผู้ป่วยเป็นระยะๆ หลังจากที่ให้ยาตัวนี้กับผู้ป่วย สำหรับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตที่สูงมากก็อาจจำเป็นต้องพิจารณาให้ยาลดความดันโลหิตแก่ผู้ป่วย ซึ่งมีทั้งที่ให้ทางหลอดเลือดหรือการรับประทาน

ข้อ 6 ครรภ์เป็นพิษ แม้จะงดอาหารที่มี “เกลือ” ก็ไม่อาจลดความดันโลหิตที่สูงลงได้
บ่อยครั้งที่เรามักทราบกันดีว่า ในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงนั้น การหลีกเลี่ยงการรับประทาน “เกลือ” จะสามารถช่วยทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ แต่ในภาวะครรภ์เป็นพิษนั้น แนะนำว่า ให้รับประทานอาหารที่มีเกลือได้ตามปกติ เนื่องจากเกลือ ไม่ได้ส่งผลใดๆต่อความดันโลหิตในสตรีที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ นอกจากนั้นแล้ว การรับประทานอาหารเสริมจำพวก กรดโฟลิก, แมกนีเซียม, สารต้านอนุมูลอิสระ(วิตามินซี และอี), น้ำมันปลา, หรือกระเทียม ก็มิได้ให้ผลในการช่วยการรักษาภาวะความดันโลหิตสูงในสตรีที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษแต่อย่างใด

ข้อ 7 ครรภ์เป็นพิษ สามารถที่จะตรวจพบได้แต่เนิ่นๆ ถ้ามาฝากครรภ์สม่ำเสมอ
การฝากครรภ์ตั้งแต่เริ่มทราบว่าตั้งครรภ์และฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ สามารถจะช่วยให้แพทย์ตรวจคัดกรอง ค้นหาความเสี่ยงของการตั้งครรภ์ได้ เช่น ต้องมีการซักประวัติของผู้ป่วยว่าตั้งครรภ์มาแล้วกี่ครั้ง, เคยมีภาวะครรภ์เป็นพิษในท้องก่อนๆ หรือไม่, มีโรคประจำตัวใดบ้าง และทุกครั้งที่มาฝากครรภ์ จะต้องมีการตรวจซักถามอาการผิดปกติต่างๆ ของสตรีตั้งครรภ์, ชั่งน้ำหนัก, วัดความดันโลหิต, ตรวจปัสสาวะเพื่อหาน้ำตาลและโปรตีนว่ามีรั่วออกมาหรือไม่, มีการตรวจหน้าท้อง รวมถึงมีการตรวจวินิจฉัยทารกโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตร้าซาวด์ เพื่อติดตามการเจริญเติบโตของทารก หรือทำการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์โดยตรวจติดตามอัตราการเต้นของหัวใจทารก พร้อมกับตรวจการหดรัดตัวของมดลูก เมื่อพบความผิดปกติที่ทำให้คิดถึงภาวะครรภ์เป็นพิษ แพทย์และทีมจะได้รีบดำเนินการรักษาโดยเร็ว ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการสูญเสีย หรือทุพพลภาพของมารดาและทารก ดังคำกล่าวที่ว่า “ลูกเกิดรอด….แม่ปลอดภัย”

ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ